บทความจาก นทร. จบการศึกษาปี 2553


นายฐิติรัฐ ว่องแก้ว นทร. ความต้องการของกระทรวงการต่างประเทศ สำเร็จการศึกษาปริญญาโท คณะ Droit des relations économiques internationales, Université Paris 2 (Panthéon-Assas) เมืองปารีส ฝรั่งเศส

ถ้าเริ่มนับตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึงประเทศฝรั่งเศส จนถึงนาทีสุดท้ายก่อนที่จะเดินทางออกจากที่นี่ เวลาได้ผ่านไปประมาณ 9 ปีกว่าๆ ประเทศนี้ได้ให้อะไรกับผมมากมาย ทั้งเรื่องของวัฒนธรรมทางด้านภาษา ด้านอาหาร ด้านการศึกษา หรือแม้กระทั่งการปฏิบัติตน แน่นอนว่าช่วงเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ในต่างประเทศและห่างไกลจากประเทศไทยและครอบครัว ย่อมเป็นสิ่งที่ยากลำบากโดยเฉพาะสำหรับ นทร รุ่นเด็กอย่างกระผม ที่เดินทางมาถึงตอนอายุ 15 ปี ทั้งในด้านของสภาพจิตใจ และการปรับตัวที่จะต้องทำให้ตนเองมีความรับผิดชอบมากขึ้นในทุกๆด้าน ตื่นนอนก็จะไม่มีใครมาปลุกอีกต่อไป อาหารเช้าก็จะมาเลือกโน่นเลือกนี่ก็ไม่ได้ เสื้อผ้าก็ต้องดูแลจัดเตรียมให้พร้อมสำหรับวันรุ่งขึ้น หนังสือเรียนที่ไม่มีก็ต้องติดต่อเองให้ครบ ความเปลี่ยนแปลงทั้งหลายในชีวิตทำให้ผมรู้สึกตัวว่า สิ่งต่างๆในชีวิตจะไม่มีอะไรที่เหมือนเดิมอีกต่อไป

แต่ทว่าการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากนัก เนื่องด้วยความอนุเคราะห์ต่างๆของทาง สนร และทางสำนักงาน กพ ที่เมืองไทย ตั้งแต่ช่วงเริ่มแรกที่ได้รับทุน กระผมก็ได้รับคำแนะนำที่ดีๆจากรุ่นพี่หลายๆคน ที่ทาง กพ เอง หรือ ตอนมาอบรมก่อนเดินทางมาที่ฝรั่งเศส และเมื่อได้เดินทางมาถึงแล้ว ภาพต่างๆในวันแรกๆยังคงอยู่ในความทรงจำของผมอย่างไม่เรือนราง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่รถของทาง สนร ได้นำกระผมไปสู่ครอบครัวอุปถัมภ์ที่เมือง Tours ภาษาที่พูดไม่ได้ บรรยากาศใหม่ๆที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน ผมได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนภาษาเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน ก่อนที่โรงเรียนมัธยมจะเริ่ม ผมได้ตัดสินใจเรียนชั้น ม 3 ใหม่เนื่องด้วยอุปสรรคทางด้านภาษา และด้วยเหตุผลที่ว่าโรงเรียนที่นี่ต้องให้เรียนอีกหนึ่งภาษาคือ สเปน หรือ เยอรมัน เลยคิดว่าน่าจะดีกว่าถ้าเราไม่ต้องห่วงกับวิชาอื่นๆที่เคยเรียนมาแล้ว และจะได้เอาเวลาไปพัฒนาภาษาต่างๆ เพื่อที่จะสามารถสื่อสารกับผู้คนได้ และสามารถเรียนตามเพื่อนๆคนอื่นๆได้ ผมโชคดีที่ทาง สนร ได้ตัดสินใจให้ผมอยู่โรงเรียนประจำในปีแรก ด้วยความที่โรงเรียนที่อยู่เล็กมาก และหน้าตาเอเชียอย่างเราก็มีอยู่ไม่เท่าไหร่ ดังนั้นทุกคนก็ให้ความสนใจมาก มาถามโน่นถามนี่ และแน่นอนว่าซ้ำไปซ้ำมา ก็เลยรู้สึกว่า เริ่มพูดภาษาได้คล่องอยากบอกไม่ถูก ผมเลยเข้าใจว่าจริงๆภาษามันก็คือการฝึกฝน ผมเลยนึกถึงเพื่อนฝรั่งคนหนึ่งที่ผมเคยเจอและเคยมาเมืองไทย เขาเคยบอกผมว่า เขาจะดีใจมากถ้าเขาพูดภาษาไทยได้เท่าเด็กสี่ถึงห้าขวบ ตอนนั้นผมเลยรู้สึกว่าตัวเองกำลังเป็นเด็กสามขวบที่กำลังพูดตามในสิ่งที่เพื่อนๆสอน แน่นอนว่ามีทุกรูปแบบ ทั้งภาษาที่ดีและดีน้อยหน่อย เพื่อนๆก็มาลองให้เราออกเสียงคำที่ยากๆเช่น Rue และ Grenouille การเรียนรู้คือการพูดซ้ำ เขียนซ้ำ และต้องอย่ากลัวที่จะถูกแก้ พูดไปด้วยความมั่นใจเต็มร้อยว่าถูกแน่นอน แล้วรอดูอาการเพื่อนว่าทำหน้างงหรือไม่ ถ้าไม่และถามเราต่อ อันนี้หมายความว่าเพื่อนเข้าใจเรา ผมว่าส่วนใหญ่ฝรั่งถ้าไม่เข้าใจอะไรก็จะถามจนเข้าใจ โดยที่จะไม่ค่อยพยักหน้าทำเป็นเข้าใจและกลัวว่าคู่สนทนาจะเบื่อที่จะพูดซ้ำ

ในส่วนของการเรียนนั้น ต้องยอมรับว่าระบบที่นี่ค่อนข้างยาก และกดดันพอสมควร มีสอบตลอดเวลา บางทีอาจารย์เข้ามาถึง ให้หยิบกระดาษออกมาเพื่อดูว่านักเรียนอ่านทวนหรือไม่ ผมยังจำวินาทีนี้ได้อย่างแม่นยำ วันนั้นเป็นช่วงอาทิตย์ที่สองหลังจากที่เปิดเทอม ม 3 อาจารย์ประวัติศาสตร์สอบพวกเราหลังจากเรียนไปได้ไม่กี่คาบ อยู่เมืองไทยไม่เคยเจออะไรเช่นนี้มาก่อน จะสอบทีก็มีวันกำหนดล่วงหน้า ผมเลยเริ่มรู้สึกว่าต้องอ่านโน่นอ่านนี่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าระบบจะค่อนข้างเหมือนเมืองไทย คือวิชาต่างๆได้ถูกกำหนดไว้ในหลักสูตรแล้ว เลือกมากไม่ได้ แต่ผมมองว่าข้อดีของเขาคือการสอนให้นักเรียนได้มองในมุมที่กว้างขึ้น เรียนหลายๆอย่าง แม้กระทั่งวิชาปรัชญา ระบบเช่นนี้ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย และเปิดโอกาสให้เราเลือกว่าเราน่าจะเรียนในด้านไหนได้ แต่บางที ระบบเช่นนี้ก็มีจุดอ่อนอย่างเช่นเรื่องของการสอบ Bac ตอนจบ ม 6 หนึ่งวิชาที่บังคับคือ พละศึกษา ตัวคูณเท่ากับวิชาภาษาที่สอง เช่นภาษาเสปน ที่อุตส่าห์เรียนมาสามถึงสี่ปี แต่พละนั้น ต้องมานั่งสอบกีฬาที่เราเลือก เช่นว่ายน้ำก็ต้องว่ายให้ได้เวลาไม่มากกว่าหรือน้อยกว่าสามวินาทีจากเวลาที่เรากำหนดไว้ว่าจะทำตั้งแต่ต้น ท่าว่ายก็ต้องมานั่งคำนวณ ผมรู้สึกว่าทุกอย่างถูกกำหนดให้ออกมาในแง่ของคะแนน แต่ทว่าจริงๆแล้ว การทำเช่นนี้มีผลทำให้วิชาเหล่านี้กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความเครียดนอกห้องเรียนอีกหนึ่งช่วง แทนที่จะให้โอกาสเด็กผ่อนคลาย และมองกีฬาเป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสมดุลให้แก่ชีวิตของตนเอง

ชีวิตของผมในช่วงมหาวิทยาลัยนั้นได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ผมได้เลือกมาอยู่ที่มหาวิทยาลัย Université Paris 2 (Panthéon-Assas) ตั้งแต่ปีหนึ่ง หลายต่อหลายคนได้บอก และได้ถามผมเกี่ยวกับชื่อเสียงของที่นี่ว่าจริงไหมว่า ทางมหาวิทยาลัยเป็นพวกขวาจัด แล้วเข้าไปจะมีปัญหาไหม จากห้าปีที่ผ่านมานี้ ผมบอกได้ว่าข่าวลือก็เป็นเรื่องหนึ่ง การใช้ชีวิตการเรียนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเรา ถ้าเราตั้งใจทำให้ได้ดี แม้ว่าจะออกมาไม่ค่อยดีก็มีแต่คนอยากช่วยเหลือ ทั้งอาจารย์และเพื่อนๆเอง ถ้าเราไม่ตั้งใจและรอแต่จะใช้ข้ออ้างว่าเป็นต่างชาติ รอความเมตตา อันนี้ก็คงจะไม่มีคนอยากจะช่วยเหลือ แถมจะมองเราเป็นตัวถ่วงของกลุ่ม การคบเพื่อนที่มหาวิทยาลัยก็สำคัญมาก เราต้องเดินไปคุยกับคนอื่นและต้องอย่ากลัวที่จะแนะนำตนเอง อย่ารอให้คนอื่นเดินมาหาเรา เพราะโอกาสที่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นมันค่อนข้างน้อย ผมยังจำได้ตอนที่เข้ามาปีหนึ่งใหม่ๆที่ปารีส มีเพื่อนหลายคนที่ตอนแรกจับกลุ่มคุยกันเพราะเขารู้จักกันมาก่อน แต่เราเป็นเด็กต่างจังหวัด เข้ามาก็ไม่มีใคร ดังนั้นผมเลยมองหาพวกเดียวกัน แล้วค่อยๆขยายกลุ่มไปเช่นนี้ มันเป็นเรื่องประหลาดตรงที่ว่าเพื่อนที่สนิทที่สุดของผมตอนนี้คือ เพื่อนที่มาจากต่างจังหวัดเช่นผม และเพื่อนที่รู้จักกันมาตั้งแต่มัธยมต้น เพื่อนที่มีที่เป็นคนปารีสก็มีไม่น้อย แต่กลับกลายเป็นว่าการเข้าถึงยากกว่าคนจากเมืองอื่นเล็กน้อย ผมเลยรู้สึกว่าคำที่คนชอบพูดว่าปารีสสองเป็นพวกขวาจัด อาจจะจริงเป็นรายบุคคลไป ผมคิดว่าลักษณะนิสัยของนักเรียนที่นี่ ที่เป็นคนเข้าถึงยาก เป็นเพราะว่าในมหาวิทยาลัย มีเด็กที่เป็นต่างชาติเป็นจำนวณไม่มากนัก ต่างกับทางมหาวิทยาลัยปารีสหนึ่ง ดังนั้นความเคยชินกับคนต่างชาติอาจจะมีน้อยกว่า และอาจจะทำให้เรารู้สึกยากกว่าในการปรับตัว แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในธรรมชาติของคนปารีสและทัศนคติของเขา และพยายามเข้าให้ถึง ผมว่ามันก็คุ้มค่ามาก เพราะว่าเพื่อนคนหนึ่งของผมก็เป็นคนที่นี่ และมีความเป็นปารีสในตัวสูงมาก กว่าจะเข้าใจและกลายเป็นเพื่อนก็ใช้เวลา แต่พอได้เป็นเพื่อนแล้ว เขาก็จะเป็นเพื่อนเราไปตลอด

ก่อนจบ ผมอยากจะเล่าถึงประสบการณ์การส่งของกลับเมืองไทย ด้วยความที่ว่าผมอยู่ที่ฝรั่งเศสมาเป็นเวลา 9 ปี เรื่องการย้ายบ้านย่อมเป็นเรื่องลำบาก ผมชอบซื้อหนังสือต่างๆมากมาย แม้ว่าผมจะเต็มไปด้วยความตั้งใจที่จะอ่าน แต่ก็ไม่มีโอกาสที่จะทำ ดังนั้น ตอนที่ผมจะจากที่นี่ไป ตัวผมเองก็ไม่กล้าที่จะทิ้ง เพราะอย่างน้อยเหตุการณ์ที่ทำให้ผมซื้อหนังสือแต่ละเล่มก็ต่างกันไป บางเล่มซื้อมาเพราะว่าจะต้องใช้ในการเรียนตอนมัธยมปลาย บางเล่มซื้อเพราะเคยได้ยินจากเพื่อนบ้าง บางทีซื้อไว้เฉยๆเป็นที่ระลึกเวลาไปเที่ยว ทิ้งสิ่งเหล่านี้ก็เหมือนกับการทิ้งความทรงจำไปส่วนหนึ่ง จริงอยู่ว่าทุกเหตุการณ์ ณ ตอนนี้ผมยังจำได้ แต่ผมก็ไม่แน่ในตัวเองว่าจะยังจำทุกอย่างได้หรือไม่เมื่อเวลาผ่านไปหลายๆปี โดยที่ไม่มีอะไรเลยเป็นเครื่องเตือนความจำ ดังนั้นผมเลยตัดสินใจส่งหนังสือทุดเล่มกลับเมืองไทย ทีแรกก็ไม่อยากจะใช้บริการของบริษัทที่มารับของที่บ้าน เพื่อไปส่งที่สนามบินเพื่อส่งไปที่กรุงเทพฯอีกทีหนึ่ง เพราะจะต้องเสียเงินเพิ่มอีก 70 ยูโร ค่าส่งก็ประมาณ 300 ยูโรอยู่แล้ว สำหรับน้ำหนัก 100 กิโลกรัม ผมเลยตัดสินใจขอเพื่อนให้ขับรถพาไปให้แถวๆสนามบิน ต้องบอกก่อนเลยว่า ถ้าไม่มีเพื่อนที่รักกันจริง อย่าทำเช่นผมเด็ดขาด นอกจากจะเสียเวลาเป็นวันแล้ว ยังต้องไปขับรถหาบริษัทอีกต่างหาก อยู่ไกลมากๆ และหาค่อนข้างยาก ผมคิดเลยว่าถ้ายอมจ่ายแต่แรก อาจจะไม่ต้องมาวนหาเช่นนี้ แต่มันก็ทำให้เราเห็นว่าการส่งของเป็นอย่างไร ได้เห็นโกดังที่ใช้รับ เก็บ และส่งของออกไปต่างประเทศ เห็นการทำงานของคนที่นั่น และที่สำคัญคือ การประสานงานระหว่างบริษัทที่ส่งจริงๆ และบริษัทตัวกลางหาลูกค้า ต้องแนะนำว่าถ้าไม่ต้องการใช้ของเร็ว สามารถใช้บริการของสายการบินอื่นๆได้ เช่น Kuwait Airways จะใช้เวลาประมาณสิบวัน แต่ถ้ารีบก็ใช้การบินไทย ซึ่งของจะไปถึงในสองถึงสามวันเท่านั้น

ท้ายนี้ จะเป็นการขอบคุณทางสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในทุกๆเรื่อง ในตลอดระยะเวลาการศึกษาของผม ด้วยกิจกรรมที่ สนร เคยจัดและสนับสนุน ในด้านต่างๆ อาทิเช่น การจัดประชุมนักเรียนทุน การเยี่ยมนักเรียนทุนตามเมืองต่างๆ และในส่วนของนักเรียนทุนกระทรวงการต่างประเทศ ผมต้องขอขอบคุณ สนร ที่สนับสนุนให้มีกิจกรรมนี้เกิดขึ้น ทุกกิจกรรมที่ผมเคยเข้าร่วม ล้วนแต่มีผลทำให้กระผมรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล และตระหนักถึงหน้าที่ในอนาคตที่พวกเราจะต้องรับผิดชอบในฐานะข้าราชการ ณ เวลานี้ กระผมได้เขียนบทความนี้ตอนกลับมาอยู่เมืองไทยแล้ว กระผมได้เริ่มรับราชการที่ กระทรวงการต่างประเทศ ที่ กรมอาเซียน สิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้ไม่ได้ใกล้เคียงกับที่เราเรียนมาในห้องเรียนระหว่างอยู่ที่ฝรั่งเศส เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายอาเซียนก็ไม่คุ้นเคย ผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่เราเรียนนอกห้องเรียนมากกว่าที่สำคัญมากในขณะนี้ ปัญหาที่ผมเคยเจอมา ความลำบากในทุกๆด้าน การเรียนที่หนักหน่วงในสาขานิติศาสตร์ที่ฝรั่งเศส ทำให้ผมรู้สึกว่าการทำงานที่หนักและเลิกค่ำก็ไม่ได้ต่างอะไรไปกับการเรียนที่ผมเคยเจอมาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ผมเข้าใจตอนนี้และรู้สึกขอบคุณทาง สนร มากๆคือการบังคับให้พวกเราเขียนจดหมายทำเรื่องเข้ามา และใช้แบบฟอร์มให้ถูกต้อง เวลาที่จะติดต่อขออะไรสักอย่าง การถูกฝึกเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ผมลองมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกว่า ผมถูกฝึกให้เขียนหนังสือและจดหมายภาษาไทยมาโดยตลอดโดยทางอ้อม การทำเช่นนี้ นอกจากจะบังคับให้ผมใช้ภาษาไทยในการเขียนแล้ว ยังบังคับให้ต้องระมัดระวังเรื่องคำพูด ตอนนี้ พอมาเริ่มทำงานแล้ว เลยมองเห็นว่า แม้แต่เรื่องเล็กๆน้อย ผมก็ต้องมีหนังสือนำเป็นทางการ ภาษาที่ใช้ก็เป็นภาษาเฉพาะ การปรับตัวก็จำเป็นอย่างมากเพราะต้องไปเริ่มในสถานที่ใหม่ แต่ผมไม่ได้ไปเริ่มทำในสิ่งใหม่ๆทั้งหมด อย่างน้อยเราก็เคยถูกฝึกให้ติดต่อกับทาง สนร มาแล้วไม่ว่าจะทางโทรศัพท์ ซึ่งก็เหมือนกับการที่ผมประสานงานกับกรมและกองต่างๆที่กระทรวงฯ หรือว่าเรื่องของการเขียนจดหมายทำเรื่องมาขอความอนุเคราะห์ต่างๆกับทาง สนร ซึ่งก็เหมือนกับเวลาผมเขียนหนังสือราชการที่ต้องทำตามขั้นตอนต่างๆ ต้องคำนึงถึงว่า ทำอย่างไรให้เขียนแล้วผู้อ่านเข้าใจในเนื้อหา จุดประสงค์และหนังสือจะต้องมีลักษณะการใช้ภาษาที่ถูกต้อง ขอบพระคุณทุกๆคน ทุกๆท่านครับ ที่มีส่วนร่วมในการหล่อหลอมให้ผมเป็นผมเช่นทุกวันนี้ และขอขอบพระคุณที่ได้ให้โอกาสผมได้มาเรียนรู้ และสั่งสมประสบการณ์ชีวิตที่ล้ำค่าเป็นเวลาที่ยาวนานเช่นนี้…..ฐิติรัฐ ว่องแก้ว



นายอดิพงษ์ อรุณรุ่ง นทร. โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน ( รุ่น 1) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี Systèmes Automatisés et Réseaux Industriels / IUT de Mulhouse เมือง Mulhouse ฝรั่งเศส

การได้ทุนมาศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศสนี้ไม่ได้มาเพื่อเรียนเอาความรู้ในมหาวิทยาลัยเพียงเท่านั้น แต่ถือว่าเป็นการเปิดโลกทัศน์และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทั้งผู้คน ภาษา วัฒนธรรม อากาศ ภูมิประเทศ เป็นต้น ผมได้เห็นสิ่งแปลกใหม่ที่แตกต่างจากประเทศไทยบ้านเรา ความพัฒนา การดำรงชิวิต ประกอบกับความรู้ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัย ที่สามารถประยุกต์เพื่อไปใช้ที่ประเทศไทย ในการศึกษาที่ฝรั่งเศสถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเลยทีเดียว เนื่องจากภาษาฝรั่งเศสถือว่าเป็นภาษาหนึ่งที่ยากมาก แล้วผมไม่มีพื้นฐานตั้งแต่เดินทางออกจากไทย เพราะฉะนั้นแล้วในการที่เราจะทำการศึกษาที่ฝรั่งเศสนี้จึงต้องใช้ความมานะ ความตั้งใจ และความพยายามในการใฝ่คว้าและเรียนรู้เพิ่มขึ้น หรือจะบอกได้ว่าเราต้องขยันกว่าคนฝรั่งเศสเป็นสองเท่าเพื่อที่จะได้มาแห่งความสำเร็จทางการศึกษา ต้องรู้จักเปิดกว้างที่จะรับความคิดเห็นพร้อมกับกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นหรือแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวฝรั่งเศสเพราะผมเชื่อว่าชาวฝรั่งเศสเองก็ไม่ได้รู้อะไรไปทุกอย่าง แล้วเราเองก็ไม่ได้ไม่รู้อะไรเลยเช่นกัน อยู่ที่เราเลือกที่จะแสดงออกมาหรือไม่มากกว่า ผมขอแสดงความยินดีกับเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ที่สำเร็จการศึกษาแล้วเช่นกัน และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่ยังต้องต่อสู้และมานะพยายามต่อไป ผมเชื่อมันว่าทุกคนที่ได้โอกาสมาจนถึงจุดนี้ ถ้าตั้งใจทำจริงๆ ก็คงไม่ยากเกินความสามารถหรอกครับ… อดิพงษ์ อรุณรุ่ง


 
นายสุนทร แสงค้า นทร. โครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน ( รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ปัจจุบันเป็นนักเรียนวิศวกร Arts et Métiers ParisTech ชั้นปีที่ 2 สาขาวิศวกรรมเครื่องกล เมืองปารีส ฝรั่งเศส

ความประทับใจกับ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในฝรั่งเศส

การเดินทาง เริ่มที่ก้าวแรกเสมอ…………. ฝรั่งเศสสำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างผม มันคงเป็นอะไรที่เหนือความคิดฝัน ทุ่งที่มีข้าวออกเต็มรวงและลมร้อนๆที่พัดกระทบหน้า กับ หอไอเฟลที่ตั้งกลางกรุงปารีส ก็ดูเป็นเรื่องที่ห่างไกลกันน่าดู ผมมาฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม 2549 มันเป็นการเดินทางขึ้นเครื่องบินครั้งแรก และเป็นการเดินทางไกลที่สุดเท่าที่เด็กท้องนาอย่างผมจะได้เคยเดินทาง สิ่งที่ติดตัวนอกจากข้าวของเครื่องใช้ และกำลังใจจากคนทางบ้าน ก็คงจะเป็นความหวังและความฝันที่อยู่ในใจ

ก้าวแรกที่มาถึง ก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นและดูวุ่นวายเล็กน้อย ทาง สนร.ได้จัดพี่ๆนักเรียนโอดอสรุ่นที่ 1 มาดูแลน้องใหม่อย่างพวกเรา อาจจะเพราะความวุ่นวายเรื่องห้องและสัมภาระที่ยังไม่ได้จัดเข้าที่ แต่นั่นก็ทำให้พวกเรา ลืมความคิดถึงบ้านไปได้อย่างน่าประหลาดใจ

ผมเรียนภาษาในช่วงแรก เป็นคอร์สภาษาที่เรียนในสถาบันเทคโนโลยี หรือ IUT ที่เมือง Longwy เมืองเล็กๆในแคว้น Lorraine ใกล้กลับประเทศ Luxemburg แม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กๆที่ไม่มีอะไร แต่ข้อดีคือค่าครองชีพไม่แพง และเนื่องจากอยู่ใกล้ Luxemburg เราสามารถนั่งรถบัส และต่อรถไฟในช่วงสั้นๆ เพื่อไปเดินเล่นภายในเมืองได้ ค่าเดินทางไปกลับราคาที่ราว 6 ยูโร

การเรียนภาษาใน IUT แม้เราจะไม่ได้ความเข้มข้นทางภาษาศาสตร์ เท่ากับที่เรียนในสถาบันภาษา แต่เราก็ได้เพิ่มในเชิงของภาษาเทคนิค ซึ่งนั่นมีส่วนช่วยอย่างมากสำหรับการเรียนในระบบ IUT ซึ่งเป็นระบบสำหรับคนฝรั่งเศสที่ต้องการเข้าสู่การทำงานโดยตรงมากกว่าศึกษาต่อในระยะยาว หลักสูตร 2 ปีใน IUT เป็นหลักสูตรที่เรียนความรู้ในเชิงปฎิบัติ และทฤษฎี แต่ก็ยังเปิดโอกาศให้นักเรียนที่จบจาก IUT จำนวนไม่น้อย ศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ในมหาวิทยาลัย โดยเรียน Licence Générale ในปีที่สาม หรือในระบบของโรงเรียนวิศวกรชั้นสูง หรือ Ecole Ingénieur ในระดับต่อไป สี่ปีที่ผ่านมา ผมได้รับความช่วยเหลือจากสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนมาโดยตลอด ตั้งแต่เรื่องทำวีซ่าไปฝึกงานที่แคนาดา จนกระทั้งปัญหาเอกสาร และการโอนเงินที่ล่าช้า เจ้าหน้าที่ สนร.ทุกท่าน ยินดีให้ความช่วยเหลือมาโดยตลอด ผมต้องขอขอบพระคุณ คุณอาทุก ๆท่านที่ให้ความช่วยเหลือโดยตลอดมาครับ ที่ลืมไม่ได้เลยนั่นคือคำแนะนำของคุณอา ผมได้รับทุนศึกษาต่อในโรงเรียนวิศวกรชั้นสูง Arts et Métiers ParisTech ชั้นปีที่ 2-3 เทียบเท่าระดับปริญญาโท จากบริษัท Michelin ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 2 ปี ก็ด้วยคำแนะนำช่องทางหาทุนของคุณอาครับ ต้องขอขอบคุณ ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

ถึงแม้ว่าผมจะได้ไม่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลไทย ในความดูแลของสำนักงานผู้ดูแลนักเรียน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส อีกต่อไปแล้ว แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์ของคุณอาและหลานๆ นักเรียนไทยทุนๆ คนจะหายไป เพราะนี่คือคุณค่าและสิ่งดีงามของสังคมไทย ที่เรียกว่าความกตัญญู ทั้งต่อผู้ที่ได้ช่วยชุบอุปถัมป์ และต่อแผ่นดินที่ให้กำเนิด

 

นายศรัญญู ลิมป์วรอมร นทร.หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (รุ่นที่ 2) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะ Sciences Pour l’Ingénieur / Université d’Aix-Marseille III เมือง Marseille ฝรั่งเศส

จากโอกาสสู่ความสำเร็จ…..“ความสำเร็จ” เป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนาที่จะได้มันมา แต่บางครั้งก็ต้องใช้หลายอย่างเพื่อให้เกิดความสำเร็จขึ้น สำหรับตัวผมก็เช่นเดียวกัน ต้องใช้ทั้งความขยันหมั่นเพียร ความอดทน อาจมีบางครั้งที่ต้องพึ่งโชคด้วย แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย นั่นคือ “โอกาส” ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จก้าวนี้ของผม ผมได้โอกาสจากรัฐบาลไทยเพื่อมาศึกษาต่อที่ประเทศฝรั่งเศส ทำให้ผมได้พบวัฒนธรรมใหม่ สังคมใหม่ เพื่อนใหม่ ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ “ประสบการณ์” ผมได้เรียนรู้การใช้ชีวิตโดยปราศจากคนที่ใกล้ชิดและคอยดูแลเรามาตลอดอย่างพ่อและแม่ ซึ่งต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างมาก ทั้งอดทนต่อความเหนื่อยจากการเรียนและการเดินทาง ความคิดถึงบ้าน สภาพอากาศ อีกทั้งยังต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมและผู้คนที่นี่ แต่นั่นคือบทเรียนอีกบทหนึ่งที่ฝึกให้ผมแข็งแกร่งขึ้น พร้อมก้าวต่อไปข้างหน้าได้โดยไม่หวั่นต่ออุปสรรคที่จะมาถึงในภายภาคหน้า และมันยังทำให้คุณค่าของความสำเร็จมีมากขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ในวันนี้ผมได้รับความสำเร็จจากการจบการศึกษาที่นี่ ผมดีใจและภูมิใจที่จะได้นำความสำเร็จกลับบ้านไปฝากพ่อแม่ และประเทศชาติ แน่นอนว่าผมจะนำความสำเร็จของผมไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติผู้ได้ให้โอกาสแก่ผมให้ได้มากที่สุด…..ศรัญญู ลิมป์วรอมร



นายบรรพต รสจันทน์ นทร.หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (รุ่นที่ 2) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรี คณะ Sciences Pour l’Ingénieur / Université d’Aix-Marseille III เมือง Marseille ฝรั่งเศส

จากวันนั้น…จนถึงวันนี้…ยังจำความรู้สึกดีใจในวันนั้นได้เสมอที่ทราบว่าตัวเองได้รับโอกาสจากรัฐบาลให้มาศึกษาที่ประเทศฝรั่งเศส และระลึกอยู่เสมอว่าคงมีอุปสรรคมากมายรอให้ฟันฝ่าอยู่ข้างหน้า การเรียนอยู่ต่างประเทศไม่ได้สบายอย่างที่เคยจินตนาการไว้เลย จะพูดว่าลำบากเลยก็ว่าได้ แต่ในความลำบากนั้นก็มีอะไรให้คิด ให้ทำ ให้แก้ไขอยู่เสมอ และสิ่งเหล่านั้นเองที่ทำให้จากนักเรียนม.ปลาย กลายเป็นผู้ใหญ่ที่เพรียบพร้อมภายในเวลาอันสั้น ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การใช้ชีวิตในต่างแดน การเรียนรู้วัฒนธรรมที่แตกต่าง การช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อน… คิดไปคิดมาก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ จากวันที่มองเห็นทุกอย่างดูยากไปหมด ภาษาก็ยาก การเรียนก็ยาก การใช้ชีวิตก็ยาก จนถึงวันนี้ผมสำเร็จการศึกษาแล้ว นึกย้อนกลับไปแล้วแอบยิ้มในใจทุกครั้ง ว่า ไม่ว่าจะลำบากเหน็ดเหนื่อยแค่ไหน เราก็ผ่านมันมาได้เนาะ ทั้งนี้ก็ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในประเทศฝรั่งเศส ที่คอยดูแล ช่วยเหลือ ให้คำแนะนำอย่างอบอุ่นมาโดยตลอด และขอบคุณรัฐบาลสำหรับโอกาสที่หยิบยื่นให้ผม “โอกาส” คำสั้นๆ แต่มีความหมายที่ไม่สั้นเลย หลายๆคนอยากได้มัน แต่มันก็ได้มาไม่ง่ายนัก หากเหนื่อย ท้อ ก็ให้คิดว่า ยังมีคนที่ด้อยโอกาสอีกเยอะที่เขาไม่ได้มีโอกาสเหมือนเรา จะได้เป็นกำลังใจให้ตัวเองสู้ต่อไป และทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และสุดท้ายนี้ อยากฝากบอกเพื่อนๆ ODOS ด้วยว่า หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไม่ว่าจะระดับไหน อย่าลืมสัญญาใจที่ได้ให้ไว้กับบ้านเกิดเรานะครับ กลับไปเยียวยา พัฒนาช่วยเหลือบ้านของเราเถอะครับ….นายบรรพต รสจันทน์



นายวีระศักดิ์ บัวระบัติ นทร.หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (รุ่นที่ 2) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ (เคมี) Université du Maine เมือง Le Mans ฝรั่งเศส

ผมชื่อนายวีระศักดิ์ บัวระบัติ (อาร์ท) นักเรียนทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนรุ่นที่สองครับ ตอนนี้เพิ่งสำเร็จการศึกษา ระดับชั้นปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี จาก Université du Maine เมือง Le Mans ประเทศฝรั่งเศส ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณทุกหน่วยทุกฝ่ายนะครับที่ทำให้เกิดทุนนี้ขึ้นมา ที่ทำใหโอกาสทองเหล่านี้ได้ กระจายไปสู่เด็กบ้านนอกจนๆ หลายๆ คนรวมทั้งตัวผมเองด้วย ทำให้ได้มีโอกาสได้มาศึกษาต่อและใช้ชีวิตในต่างแดน ได้มาเห็นและเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่างของอีกซีกหนึ่งของโลก ว่าประเทศของเขาเจริญและพัฒนาเพียงใด ผมสัญญาครับผมจะนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมากลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของเราให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นครับ….. วีระศักดิ์ บัวระบัติ


 
นายดลชัย ละออนวล นทร. สกอ สำเร็จการศึกษาปริญญาเอก คณะ Decision Sciences / INSEAD เมือง Fontainebleau ฝรั่งเศส

ศาสตร์แห่งการตัดสินใจกับการกำหนดกฏระเบียบและนโยบาย – ดลชัย ละออนวล

การได้ไปใช้ชีวิตในต่างประเทศคงเป็นสิ่งที่หลายๆ คนทั่วโลกใฝ่ฝัน ผู้เขียนก็เป็นคนหนึ่งที่ได้มีโอกาสไปอยู่ในประเทศต่างๆ ถึงสามประเทศในสามทวีปในช่วงเวลาสามทศวรรษ ในปี พ.ศ. ๒๕๒๓ บิดาของผู้เขียนได้ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาการศึกษา ณ สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยประจำเมืองนิวเดลี ผู้เขียนจึงได้มีโอกาสศึกษาในระดับประถมศึกษา และมัธยมต้นที่ประเทศอินเดีย จากนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๓๓ ผู้เขียนก็สอบได้ทุน ก.พ. เพื่อไปศึกษาในระดับมัธยมปลาย ปริญญาตรี และปริญญาโทที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นในภูมิภาคต่างๆเป็นเวลาเกือบ ๙ ปี และหลังจากที่ได้กลับมาชดใช้ทุนโดยการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่ประเทศไทยอยู่หลายปี ผู้เขียนก็ยังได้มีโอกาสกลับมาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกในปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ที่ประเทศฝรั่งเศสด้วยทุน สกอ. กล่าวได้ว่าประสบการณ์ในต่างแดนของผู้เขียนเกี่ยวข้องกับสำนักงาน ก.พ. และรัฐบาลไทยมาโดยตลอด ทั้งนี้ผู้เขียนต้องขอกราบขอบพระคุณข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทุกๆ ท่านที่ได้ให้การสนับสนุนและอนุเคราะห์ผู้เขียนในเรื่องต่างๆ ตลอดเวลาทั้งหมดเกือบ ๑๘ ปีที่ผู้เขียนได้อยู่ในต่างประเทศ นอกจากนี้ผู้เขียนก็ขอขอบคุณประชาชนคนไทยทุกคนที่มีส่วนให้ผู้เขียนได้รับประสบการณ์อันมีค่าเช่นนี้ ซึ่งในโอกาสนี้ผู้เขียนขออนุญาตแบ่งปันเกร็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์แห่งการตัดสินใจ (Decision Sciences) ที่ผู้เขียนได้เรียนมากับผู้อ่านทุกๆ ท่าน

นิยามของสาขาวิชา Decision Sciences อาจจะค่อนข้างหลากหลาย ขึ้นอยู่กับคณะ สถาบัน หรือแม้แต่ประเทศที่เกี่ยวข้อง แต่โดยพื้นฐานแล้ว Decision Sciences เป็นสาขาวิชาที่ผสมผสานระหว่างสองสาขาวิชาหลักคือเศรษฐศาสตร์ (Economics) กับจิตวิทยา (Psychology) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ (Decision-making) เศรษฐศาสตร์เป็นการศึกษาที่เกี่ยวกับบรรทัดฐาน (Normative science) คือศึกษาว่าคนเราควรตัดสินใจอย่างไรให้ได้รับประโยชน์สูงสุด ส่วนจิตวิทยานั้นจะศึกษาในเรื่องของพฤติกรรม (Behavioral/Descriptive science) คือศึกษาว่าจริงๆ แล้วคนเราตัดสินใจอย่างไร ซึ่งอาจจะทำให้ไม่ได้รับประโยชน์สูงสุดเสมอไป ทั้งสองสาขาวิชานี้มีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะในเรื่องของการกำหนดกฏระเบียบและนโยบายในทุกระดับ เพราะจะทำให้เราสามารถคาดหมายและเข้าใจการตอบสนองจากผู้คนที่จะได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้กฏระเบียบและนโยบายเหล่านั้นได้ดียิ่งขึ้น เศรษฐศาสตร์สอนให้เราคำนึงถึงสิ่งจูงใจ (Incentives) โดยเชื่อว่าคนเราแต่ละคนจะกระทำการใดๆ ก็เพื่อให้ตนเองได้รับประโยชน์สูงสุด ในขณะที่จิตวิทยาสอนให้เราคำนึงถึงความเบี่ยงเบน (Biases) เพราะคนเราในหลายๆ สถาณการณ์จะมีการคิดที่ผิดไปจากความเป็นจริงหรือมีการกระทำที่ทำให้ตนเองไม่ได้รับประโยชน์สูงสุด ในบางครั้งการกำหนดกฏระเบียบและนโยบายที่ไม่ได้คำนึงให้รอบคอบถึงสิ่งจูงใจและความเบี่ยงเบนดังกล่าวอาจทำให้ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังไว้ ดังสองตัวอย่างที่จะกล่าวต่อไปนี้

ในประเทศสหรัฐอเมริกาเคยมีการออกกฏระเบียบให้เด็กทารกที่เดินทางโดยเครื่องบินต้องนั่งเก้าอี้ของตนเองแทนที่จะนั่งบนตักของผู้ปกครอง ทั้งนี้เป็นเพราะเด็กทารกอาจได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตหากเกิดอุบัติเหตุใดๆ บนเครื่องบินเวลาที่นั่งร่วมเก้าอี้กับผู้ใหญ่ ผลของการบังคับใช้กฏนี้ทำให้อัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกขณะเดินทางโดยเครื่องบินลดลง แต่ปรากฏว่าจำนวนเด็กที่เสียชีวิตจากการเดินทางทั้งหมดกลับเพิ่มขึ้นมาก ท่านผู้อ่านทราบไหมครับว่าเป็นเพราะอะไร ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเพราะสิ่งจูงใจตามหลักเศรษฐศาสตร์ การที่มีการบังคับให้ผู้ปกครองต้องซื้อตั๋วให้เด็กทารกทำให้ครอบครัวจำนวนมากเลือกที่จะเดินทางโดยรถยนต์เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเดินทางโดยเครื่องบิน และเพราะอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์สูงกว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางเครื่องบินมาก ทำให้จำนวนเด็กทารกที่เสียชีวิตโดยการเดินทางทั้งหมดกลับเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง

ในทวีปยุโรปก็เคยมีการศึกษาเปรียบเทียบอัตราการบริจาคอวัยวะในประเทศต่างๆ ผลปรากฏว่าประเทศต่างๆ ถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มแรกแทบจะไม่มีใครบริจาคเลย ส่วนกลุ่มที่สองแทบจะบริจาคกันทุกคน ท่านผู้อ่านอาจจะคิดว่าเป็นเพราะความแตกต่างของประชากรในเรื่องของศาสนา หรือความเชื่อประเพณี แต่ประเทศที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างเช่น ประเทศเยอรมนีและประเทศออสเตรีย ก็มีอัตราการบริจาคอวัยวะที่ต่างกันมาก ต้นเหตุแท้จริงของความแตกต่างอธิบายได้ด้วยจิตวิทยา คือเกิดจากความเบี่ยงเบนของผู้คนในการกรอกข้อมูลทำใบขับขี่ ประเทศที่มีอัตราการบริจาคต่ำมีลักษณะที่ผู้คนจะต้องเลือกที่จะบริจาค (Opt-in) คือถ้าคุณไม่กาช่องที่เขากำหนดทางการก็จะถือว่าคุณไม่ต้องการที่จะบริจาคอวัยวะ ส่วนประเทศที่มีอัตราการบริจาคสูงมีลักษณะกลับกัน คือผู้คนจะต้องแจ้งว่าไม่ต้องการที่บริจาคอวัยวะ (Opt-out) ผู้อ่านอาจจะคิดว่าการตัดสินใจที่สำคัญขนาดนี้ไม่น่าจะขึ้นอยู่กับการออกแบบฟอร์มเพียงแค่นี้ แต่มีงานวิจัยหลายบทความที่พบว่าคนเรามักจะเลือกตัวเลือกอัตโนมัติ (Default option) ในกรณีที่ตัดสินใจยาก หรือไม่มั่นใจในการตัดสินใจ

จริงๆ แล้วก็มีตัวอย่างของกฏระเบียบและนโยบายของประเทศไทยที่อาจจะถูกกำหนดขึ้นโดยคำนึงถึงหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์เป็นสำคัญ แต่อาจจะไม่ได้คำนึงถึงสิ่งจูงใจตามแนวคิดของเศรษฐศาสตร์และความเบี่ยงเบนทางจิตวิทยาเท่าที่ควร ผู้เขียนจะไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียดของตัวอย่างดังกล่าวในที่นี้ แต่จะขออนุญาตฝากข้อคิดจากห้องเรียนสองข้อเกี่ยวกับเรื่องการตัดสินใจไว้กับผู้อ่านทุกๆ ท่าน ศาสตราจารย์ Jean-Claude Thoenig ซึ่งเคยเป็น Dean ของสถาบัน INSEAD ได้เคยกล่าวไว้ว่า กฏระเบียบอาจจะทำให้เกิดประสิทธิภาพ (Efficiency) และความเท่าเทียม (Equality) แต่ความเท่าเทียมก็ไม่ใช่ความยุติธรรม (Fairness) เสมอไป ดังนั้นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ควรมีความกล้าหาญในการใช้วิจารณญาณ (Judgment) ในการตัดสินใจ อีกข้อคิดหนึ่งเป็นคำพูดที่ศาสตราจารย์ Ron Howard แห่งมหาวิทยาลัย Stanford ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นบิดาของ Decision Analysis ได้กล่าวเตือนบรรดานักศึกษาในคาบเรียนสุดท้ายว่า หลายๆ ครั้งคนเรามักจะเกิดความสับสนระหว่างการตัดสินใจ (Decision) กับผลลัพธ์ (Outcome) เราจะได้ยินบ่อยครั้งว่าคุณภาพของการตัดสินใจถูกประเมิณจากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น (Ex-post) เช่น การลงทุนทางธุรกิจที่ได้ผลดี หรือการแข่งขันการกีฬาที่พ่ายแพ้ ในกรณีเช่นนี้ซึ่งเป็นการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอน (Decisions under uncertainty) เราไม่ควรประเมิณว่าผลลัพธ์ที่ดีเกิดจากการการตัดสินใจที่ดี หรือผลลัพธ์ที่ไม่ดีเกิดจากการการตัดสินใจที่ไม่ดี แต่เราควรพิจารณาว่าการตัดสินใจของเราก่อนที่จะทราบผลลัพธ์ (Ex-ante) นั้นสอดคล้องกับความเชื่อ (Beliefs) และความพึงพอใจ (Preferences) ของเราหรือไม่อย่างไร


 
นายนภดล ธรรมเนียม นทร.หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (รุ่นที่ 1) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Université du Maine เมือง Le Mans ฝรั่งเศส

โอกาส…. นับตั้งแต่ที่ข้าพเจ้ารับโอกาสศึกษาต่อต่างประเทศ ทำให้ข้าพเจ้าได้รับ โอกาส อื่นๆอีกมากมาย โอกาสที่ได้เรียนรู้วัฒนธรรม สังคม ที่แตกต่าง ความแตกต่างเหล่านี้ได้นำไปสู่การปรับตัว การปรับตัวเพื่อที่ก้าวไปสู่ความเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งแกร่ง อดทน ต่อสู้กับอุปสรรคต่างๆ หลังจากที่ข้าพเจ้าได้ก้าวผ่านอุปสรรคเหล่านี้แล้ว ทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าการที่เราตั้งใจทำอะไรสักอยางนั้น ถ้าเรามีความตั้งใจอดทนและพยายามทำอย่างสุดความสามารถ ข้าพเจ้าเชื่อว่าความสำาเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม อย่างไรก็ตามเเต่ นี่ก็เป็นเพียงก้าวแรกๆของชีวิต เพราะว่าหลังจากนี้ยังมีอุปสรรคมากมายที่ยังรอเราอยู่ และข้าพเจ้าจะนำประสบการณ์ที่ ได้จากการเรียนรู้ไปประยุกต์เพื่อที่จะฟันฝ่าและเอาชนะอุปสรรคต่าง ๆ ต่อไป …


 
นางสาวสุชีลา พลเรือง นทร.กระทรวงวิทยาศาตร์ สำเร็จการศึกษาปริญญาโท คณะ Maschinenbau Studienrichtung : Verfahrenstechnik / RWTH Aachen เมือง Aachen / เยอรมนี

สิ่งหนึ่งที่ดิฉันทึ่งและประทับใจมากในประเทศเยอรมนี คือการที่ประเทศสามารถเจริญเติบโตเป็นประเทศที่มีความสำคัญในเวทีโลกทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในทุกวันนี้ ทั้งที่เมื่อ 60 กว่าปีที่แล้ว ประเทศไม่เหลืออะไรเลย พ่ายแพ้สงคราม ประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ความยากจน ความลำบาก การสูญเสีย พบได้ทั่วไปในทุกที่ จากวันที่สินค้าที่ตีตรา “Made in Germany” เคยเป็นการบ่งบอกว่า เป็นสินค้าไร้คุณภาพ ราคาต่ำ แต่ในเวลาต่อมากลับกลายเป็นเครื่องหมายรับประกันคุณภาพ และได้รับความเชื่อถือในระดับโลก จากวันที่ความยากจนและการไม่ยอมรับในสิ่งที่แปลกแยกแตกต่างจากตน เป็นเรื่องใหญ่โตจนลุกลาม ทำให้เกิดการการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ โดยมีการปลุกปั่นปลุกระดม ชวนเชื่อให้คนหลงผิดเป็นชอบ จนนำไปสู่ความสูญเสียอันประมาณค่ามิได้ในสงครามโลกครั้งที่สอง จนทุกวันนี้ สิ่งหนึ่งที่สังคมเยอรมันยอมรับไม่ได้เลยแม้แต่น้อยคือเรื่องการดูหมิ่นเหยียดหยามในความต่างทางเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และจากวันที่ประเทศที่เคยเป็นหนึ่ง ถูกแบ่งเป็นสอง จนเพียรพยายามหาหนทางให้กลับมารวมกันได้อีกครั้งหนึ่งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย มีอนุสรณ์เตือนใจให้ผู้คนได้ตระหนักและระลึกถึงอยู่เสมอ แม้ประเทศจะรวมเป็นหนึ่งแล้ว แต่เศษซากกำแพงเบอร์ลินยังคงอยู่ เพื่อเตือนใจและตอกย้ำว่า การแบ่งแยกนั้น จะต้องไม่เกิดขึ้นอีก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น แม้ครั้งหนึ่ง ก็ยังมากเกินไป

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เยอรมันเป็นอย่างที่เป็นทุกวันนี้ได้ ทั้งการมีวินัย ความเพียร การยึดถือเอาประสบการณ์เป็นครู เอาความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องเตือนใจไม่ให้ทำผิดซ้ำ ความขยัน ความซื่อ  สัตย์ในหน้าที่ของตน ความบากบั่น มุมานะ ใจสู้ ความสามัคคี และตระหนักในความเป็นชาติเดียวกัน และอื่นๆอีกมากมาย

ทุกครั้งที่ได้ข่าวความแตกแยก เหตุการณ์ไม่สงบที่เมืองไทย ดิฉันหวังและอยากจะเชื่อมั่นว่า ทุกอย่างจะผ่านพ้นไปได้ด้วยดีในที่สุด

ความแตกต่างมีอยู่ทุกที่ ทุกสังคม แม้ไม่เหมือนกัน เราก็สามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าเคารพในกฏระเบียบเดียวกัน เห็นอกเห็นใจ สามัคคีกัน ระลึกและตระหนักในความเป็นชาติเดียวกัน อย่าปล่อยให้ความหลงผิด คึกคะนอง การแบ่งพรรคแบ่งพวกว่าพวกเขาพวกเรา นำพาให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ขึ้นก่อน ก่อนจะสำนึกและระลึกได้ว่า ดีแค่ไหนกับสิ่งที่เรามี ดีแค่ไหนที่ “เราเป็นคนไทยเหมือนกัน”

 


นายจตุพล จันทร์ทิพย์
นทร.หนึ่งอำเภอหนึ่งทุน (รุ่นที่ 2) สำเร็จการศึกษาปริญญาตรีคณะวิทยาศาสตร์ (เคมี) Université du Maine เมือง Le Mans ฝรั่งเศส

ประสบการณ์การใช้ชิวิตในการศึกษาต่อต่างประเทศ

หนทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ……..ผมคิดว่าการเรียนต่อต่างประเทศไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินความสามารถของมนุษย์

เมื่อเริ่มต้นนั้นเราต้องอาศัยความอดทน การปรับตัวเป็นอย่างมากทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม สภาพอากาศ ที่อยู่ อาหาร นิสัย ฯลฯและเราจะต้องรู้จักรับผิดชอบตัวเองให้มากขึ้นกว่าเดิมเพื่อให้เราสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดได้ ในช่วงหกเดือนแรกของการเริ่มต้นเรียนภาษาที่สามนั้นอาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้างแต่เมื่อใดที่หูของเราปรับรับรู้และเข้าใจเสียงของภาษานั้นได้ก็จะทำให้เราอยากจะเรียนรู้มันมากขึ้น เราจะต้องเข้าใจด้วยว่าการเรียนด้านภาษานั้นไม่มีขอบเขตที่สิ้นสุด ไม่มีสูตรตายตัวเหมือนกับการเรียนวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ การเรียนภาษานั้นเป็นการเรียนรู้ที่ต้องสั่งสมไปเรื่อยๆและต้องฝึกฝนอยู่เสมอเพื่อให้เกิดความเชี่ยวชาญ ถ้าเรามีความรู้ภาษาอย่างเพียงพอก็เปรียบเหมือนเรามีอาวุธที่พร้อมจะออกรบฟันฝ่าอุปสรรคในขั้นต่อไปคือการศึกษาต่อในอุดมศึกษา เพราะฉะนั้นถ้ามีเวลาเตรียมตัวภาษาก็ควรจะเก็บเกี่ยวอย่างเต็มที่และการเรียนภาษาไม่ใช่จะจดจ่ออยู่แต่ในตำราอย่างเดียวควรจะต้องออกไปพบปะผู้คนบ้างเพื่อให้เราเรียนรู้ทั้งคนและภาษาในเวลาเดียวกัน

การเรียนในมหาวิทยาลัยก็จะต้องอาศัยการปรับตัวให้มากกว่าเดิมอีก ถ้าเราตั้งใจเรียนในห้องเรียนผมก็ถือว่าเพียงพอแล้วส่วนความขยันในการทบทวนบทเรียนก็ขึ้นกับบุคคล ถ้าฝึกฝนมากผลลัพธ์ที่ออกมาก็จะเป็นที่น่าพอใจ การมีเพื่อนต่างชาติที่ดีก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยทำให้ชีวิตการเรียนดีขึ้นและถือเป็นการสร้างมนุษย์สัมพันธ์อีกทางหนึ่ง ในการเรียนเมื่อมีสิ่งใดไม่เข้าใจควรจะถามคณาจารย์ทันที ท่านจะเป็นผู้ให้คำตอบได้ดีที่สุด ไม่ควรเขินอายดั่งวลีที่ว่า “อายครูไม่รู้วิชา อายภรรยาไม่มีบุตร” และอาจารย์ผมได้บอกว่าไม่มีคำถามใดเป็นคำถามโง่ๆถ้าเข้าใจอะไรผิดก็จะได้แก้ไขได้ทันที การซื่อสัตย์ต่อตัวเองในการทำงานก็เป็นสำคัญเช่นเดียวกันจะช่วยให้เราพัฒนาการทำงานได้เร็วขึ้น ถ้ามีโอกาสได้ฝึกงานผมก็ขอแนะนำให้ฝึกเพราะการฝึกงานจะตัวตอบโจทย์หลายๆอย่างในชีวิตเราได้ดีและทำให้เราได้นำความรู้ที่เรียนมาได้ออกมาใช้จริงก่อนที่จะเข้าสู่ชีวิตวัยทำงาน

และวันนี้ผมก็ยังขอยืนยันคำพูดของคนหลายคนที่เคยบอกว่าการเรียนต่อต่างประเทศนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดี ทำให้เราได้เรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างนอกจากภาษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การเปิดหูเปิดตาสู่โลกกว้าง การรู้จักวิธีคิดและการทำงานของชาวต่างชาติ ทำให้เรารู้จักความอดทน ทำให้เรามีภูมิคุ้มกันโดยไม่รู้ตัว อาจจะช่วยให้เราได้นำสิ่งดีๆ เหล่านี้กลับมาประยุกต์ใช้ในประเทศของเราเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนก็เป็นได้ และ ณ จุดนี้ผมก็ถือว่าผมได้ประสบผลสำเร็จในชีวิตอีกขึ้นหนึ่งหลังจากที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากมาย ผมอยากให้คนอื่นๆที่ท้อแท้ให้สู้อย่าท้อถอยเพื่อให้ทุกคนได้มีวันที่ยิ่งใหญ่เหมือนผม สุดท้ายนี้ผมมีคำคมดีๆมาฝากซึ่งตัวผมเองก็คอยไว้เตือนใจเสมอ “คุณกลัวล้มเหลวเลยไม่กล้าเริ่มต้น จงอย่าเพิ่งยอมแพ้เสียตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือทำ”


 
นางสาวสุพรรษา ฉิมจารย์ นทร. หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน (รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเคมี Université de Marseille เมือง Marseille ฝรั่งเศส

หลังจากที่ข้าพเจ้า จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้รับทุนนี้ และได้ตัดสินใจมาศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ประเทศฝรั่งเศส ประเทศที่ข้าพเจ้าใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก

ข้าพเจ้าได้รับสิ่งต่างๆมากมายจากที่นี่เริ่มตั้งแต่ภาษา รู้จักวัฒนธรรมต่างๆของต่างชาติ ได้ไปเที่ยวในสถานที่ที่คนมากมายใฝ่ฝันถึง ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย ได้พบเพื่อนและอาจารย์มากมายที่ใจดี และก็ได้รับประสบการณ์ที่อาจจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว แต่บางทีความสุขอาจจะไม่ได้อยู่กับเราเสมอไป บางครั้งข้าพเจ้าก็พบกับปัญหามากมายที่คิดว่าไม่อาจจะแก้ไขได้ การอ่านหนังสือ เรียนและทำงานร่วมกับคนฝรั่งเศสมีสิ่งต่างๆมากมายที่ไม่เข้าใจกัน ทั้งการสื่อสารและก็ความคิด หรือบางครั้งที่ทำข้อสอบไม่ได้เลย ทำให้รู้สึกท้อ และคิดว่าตัวเองมีทุกข์มากมาย เครียดจนไม่อาจบรรยายได้ ไม่อยากจะทำอะไรเอาแต่นอนหลบหน้าผู้คน ไม่อยากไปที่มหาวิทยาลัย และคิดว่าเรามาทำอะไรอยู่ที่นี่ ถ้าเรียนที่เมืองไทยเราคงจะดีกว่านี้ แต่ถ้าให้กลับไปเลือกใหม่จะเลือกอะไร ในหัวของข้าพเจ้าก็ตอบทันทีว่า ก็เลือกมาอยู่ดีนั่นแหละ พอคิดได้อย่างนั้นก็รู้แล้วว่าเราต้องหาทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ซึ่งมันก็ทำให้กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาเหล่านั้น เมื่อมีทุกข์อีกก็ไม่รู้สึกท้อ มีความเครียดก็ไม่รู้สึกแปลกอะไร ความเครียดเป็นแรงผลักดันให้เราพัฒนาไปเรื่ยยๆ เครียดวันละนิดชีวิตก้าวไปทีละขั้น อยู่ที่นี่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเรารู้จักชีวิตมากขึ้น รู้สึกเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เวลาคิดจะทำอะไรก็วางแผน รู้จักบริหารเงินที่ได้รับมาให้ดีที่สุด เพื่อที่จะมั่นใจว่าทุกยูโรที่จ่ายไปได้รับผลตอบแทนกลับมาอย่างคุ้มค่า ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม ซึ่งสิ่งต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ได้ทำให้ชีวิตของข้าพเจ้าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งก็ทำให้ทุกคนที่หวังดีและรักข้าพเจ้าเช่นพ่อแม่ และตัวข้าพเจ้าพึงพอใจ ซึ่งมันอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ๆ แต่การเริ่มต้นทีดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ในตอนนี้ข้าพเจ้าได้คิดว่าเมื่อเราเลือกทำสิ่งใดแล้วเราควรจะพยายามทำมันให้สำเร็จ ทางทีก้าวเดินนั้น อาจจะเต็มไปด้วยขรุขระขวากหนาม เหนื่อยยากซักเพียงใด ลังเล หรือหยุดพักได้ แต่อย่าท้อ แล้วเราจะพบว่ามันจะรู้สึกดี มีความสุขซักเพียงไหน เมื่อถึงปลายทางของเรา นั่นแหละคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา เพราะเป็นสิ่งที่เราเลือกเอง

สุดท้ายนี้ข้าพเจ้าก็ขอขอบคุณโครงการหนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน เป็นอย่างมาก ทีได้ให้โอกาสข้าพเจ้าและเพื่อนคนอื่นอีกมากมายได้ศึกษาต่อ ได้รับประสบการณ์ของชีวิตที่หาได้ยากยิ่ง และความรู้สุดแสนประเสริฐ หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุนเป็นโครงการณ์ที่ดีมาก ให้โอกาสกับเด็กทุกคนโดยเฉพาะเด็กต่างจังหวัด ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้เรียนเก่งมาก แต่สำหรับทุนนี้ มันก็ไม่ยากจนเกินไปที่จะไขว่คว้าเอาไว้ ดังนั้นเมื่อได้รับมันมาแล้ว เพื่อที่จะไม่ให้ทุกคนเสียใจ และผิดหวัง ที่ได้มอบทุนนี้ให้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ได้ตั้งใจและพยายามทำมันให้ออกมาให้ดีที่เพื่อที่เราจะได้ไม่เสียใจในสิ่งที่เราทำ ข้าพเจ้าหวังว่า จะมีทุนนี้ต่อไปอีกเพื่อที่น้องทุกคนจะได้มีโอกาสเช่นข้าพเจ้าและเพื่อนๆ

และก็สำหรับน้องๆทุกคนนะค่ะที่เข้ามาอ่าน ถ้าเราต้องการสิ่งใด และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่ผิด เราก็ควรจะพยายามไขว่คว้ามันเอาไว้ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เราไม่จำเป็นต้องกลัวคนที่เก่ง แต่คนขยันต่างหากที่น่ากลัว โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ต่างจังหวัด มักจะคิดว่าเราจะสู้เด็กในกรุงเทพ หรือโรงเรียนใหญ่ๆได้อย่างไร ซึ่งมันไม่ใช่อย่างนั้นเราไม่ได้สู้กับใคร เราสู้กับตัวเองต่างหากดังนั้นไม่ต้องกลัวนะค่ะ

โชคและโอกาสของแต่ละคนอาจจะมีไม่เท่ากัน แต่เมื่อมันมาถึงแล้ว เรากับเฉยชากับมัน ไม่สนใจ ก็เท่ากับว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นกับเรา และเรามักจะพูดว่าทำไมไม่มีโชคหรือโอกาสเหมือนกับคนอื่นเขาบ้าง ซึ่งนั่นไม่ใช่เลยเราต่างหากที่ไม่รู้จักใช้มัน เราต้องพยายามสังเกตและหาโอกาสให้ตัวเองอยู่เสมอ แล้วเราจะพบสิ่งดีๆในชีวิตค่ะ


 
นายสันติ เชื้อเต๊อะ นทร.หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน ( รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะ Génie des Procédés, Université Paul Cézanne Aix Marseille 3 เมือง Marseille ฝรั่งเศส

หนึ่งอำเภอหนึ่งทุนเป็นโอกาสที่ดีมากที่สุดเลยก็ว่าได้ ทุนการศึกษานี้ได้เปิดโอกาสให้เด็กชนบทที่มีความสามารถ ได้มีโอกาสมาศึกษายังต่างประเทศ เพื่อเป็นหนึ่งในพลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ ข้าพเจ้าเป็นหนึ่งในนักเรียนทุนนี้ ที่ได้มีโอกาสได้มาศึกษาต่อต่างประเทศ ณ วันนี้ ข้าพเจ้าก็สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ และความตั้งใจของทุนนี้ คือ สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี และหลังจากนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งทุกอย่าง ระยะเวลาเกือบสี่ปี ที่ข้าพเจ้าได้มาอยู่ฝรั่งเศส ทำให้ข้าพเจ้าได้มองเห็นอะไรที่กว้างขึ้น ระยะเวลาเกือบสี่ปี ที่ฝรั่งเศส เป็นช่วงเวลาที่เหมือนว่าจะดูสั้น แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้วเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่ามากทั้งทางกายและจิตใจ และยังทำให้ข้าพเจ้าได้รู้ว่าในโลกใบนี้ไม่ได้มีแต่เราเพียงคนเดียว ช่วงเวลาทั้งหมดนี้ได้สอนให้ข้าพเจ้ารู้จักที่พัฒนาตนเอง การแก้ปัญหาด้วยตัวเอง การช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน สิ่งทั้งหมดนี้มันทำให้ข้าพเจ้ามีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น กล้าที่จะเผชิญกับโลกใบใหญ่นี้ได้ตามลำพัง อยากจะขอบคุณทุกคน ทุกกำลังใจที่มีให้แก่ข้าพเจ้า ขอบคุณครอบครัวและเพื่อนๆของข้าพเจ้าที่เป็นกำลังใจ และช่วยเหลือกันมาโดยตลอด ขอบคุณรัฐบาลที่ได้มอบโอกาสนี้ให้กับข้าพเจ้า และข้าพเจ้าขอสัญญาว่า ข้าพเจ้าจะนำเอาความรู้ความสามารถที่ได้เล่าเรียนมา นำไปเป็นส่วนหนึ่งที่คอยเป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาประเทศชาติต่อไปอย่างแน่นอน



นางสาวพิกุล แก้วมูล นทร. หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน ( รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรีคณะGénie des procédés/Université Paul Cézanne เมือง Marseille ฝรั่งเศส

คำว่า” โอกาส” เป็นสิ่งที่ทุกคนพึงปรารถนา แต่เนื่องจากโอกาสก็ไม่ได้มีมาบ่อยนัก ทุกคนจึงอยากไขว่คว้าโอกาสไว้ ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่เคยมองหาโอกาส โอกาสที่จะได้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ณ ต่างประเทศ แล้ววันหนึ่งข้าพเจ้าก็ได้รับโอกาสนั้น โดยส่วนตัวแล้วข้าพเจ้าคิดว่า ทุนหนึ่งอำเภอหนึ่งทุนไม่ได้มอบแค่โอกาสให้เราได้มาศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ แต่ทุนนี้ได้มอบโอกาสให้เราได้เรียนรู้ ได้สัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิตและความคิดของคนต่างชาติ โอกาสที่ทำให้เราได้เห็นโลกกว้าง โอกาสที่ทำให้เราได้รู้จักคำว่ามิตรภาพระหว่างเพื่อน การช่วยเหลือ การเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โอกาสที่ทำให้เรารู้จักการก้าวผ่านอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โอกาสที่ทำให้เรารู้จักการจัดการกับชิวิตความเป็นอยู่ตัวเองเมื่อต้องอยู่ห่างไกลจากพ่อแม่ ในวันนี้ข้าพเจ้าก็ได้รับโอกาสหลังจากสำเร็จการศึกษาอีกอย่างหนึ่ง คือโอกาสที่จะได้ใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองกลับไปใช้ที่บ้านเกิดเมืองนอนของข้าพเจ้าเอง ข้าพเจ้าจะตั้งใจทำให้เต็มสุดความสามารถและสุดความตั้งใจ



นายอาทิตย์ โรจนา
นทร. หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน (รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ Université de Poitiers เมือง Poitiers ฝรั่งเศส

การได้มาเรียนในฝรั่งเศสครั้งนี้ทำให้ผมได้ประสบการณ์หลายด้าน ผมได้เรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิต เทคนิคการเรียนที่แตกต่างออกไป ผมได้เจอผู้คนใจดีมากมายโดยเฉพาะช่วงที่เรียนภาษาที่ Royan ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งผมเดินหลงอยู่ในเมืองแต่มีแผนที่อยู่ในมือผมได้ถามมาดามคนหนึ่งและนำแผนที่ให้เธอดู เธออาสาพาผมไปส่งถึงที่เลย

ประสบการณ์นี้ทำให้ผมประทับใจผู้คนเมืองนี้มากๆ แน่นอนว่าการมาเรียนเรียนไกลบ้านนั้นไม่ได้มีแต่เรื่องดีๆ หลายครั้งผมเครียดกับการเรียน และที่แย่ที่สุดคือตอนที่ผมถูกรถชน ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ยากเย็นมากสำหรับผม เพราะพึ่งย้ายเมืองมาเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยยังไม่รู้จักใครเลย เรียนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง และต้องมาอยู่ในสภาพที่ทำอะไรไม่ได้เลย แต่ผมก็ผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ เพราะการดูแลอย่างดีเยี่ยมของ สนร. CROUS และเพื่อนๆ ในเรื่องการเรียน ผมเข้าใจว่ามันไม่ง่ายเพราะไม่ใช่ภาษาเรา แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่าตราบใดที่พระอาทิตย์ยังขึ้นทางทิศตะวันออกแลยังจะตกทางทิศตะวันตก ตราบนั้นเราหว่านอะไรลงไปเราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น


 
นางสาวสาธิยา อามาตย์มนตรี นทร. หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน ( รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี Hotel and Tourism Management เมือง Brig/Switzerland

ดิฉันสาธิยา อยากจะขอขอบพระคุณรัฐบาลไทยเป็นอย่างยิ่งที่ได้มอบโอกาสที่ดีและหายากแบบนี้ให้กับดิฉัน การที่ได้มาศึกษาต่างประเทศถือเป็นประสบการณ์ที่ดีมากมายสำหรับดิฉัน การที่ได้มาเรียนรู้วัฒณธรรมของต่างชาติ เรียนรู้สิ่งใหม่ ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาประเทศของเราให้เท่าเทียมต่างชาติ นอกจากนี้การที่ได้มาใช้ชีวิตระยะหนึ่งที่สวิตเฃวอร์แลนด์ ถือเป็นการที่ดิฉันได้มาเผยแผ่วัฒณธรรมไทยให้กับต่างชาติอีกด้วย และอยากจะขอขอบพระคุณพี่ๆๆ กพ ทุกคนที่ให้การดูแลเป็นอย่างดีมาตลอดด้วยค่ะ ประสบการณ์ครั้งนี้จะไม่สูญเปล่า ดิฉันจะนำความรู้ที่ได้กลับไปพัฒนาบ้านเมืองของเราค่ะ



นายวรเชษฐ์ อุทธา นทร. หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน (รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาตรีคณะคอมพิวเตอร์ Université Paul Cézanne เมือง Marseille ฝรั่งเศส

การได้รับทุนการศึกษาสำหรับการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โท หรือแม้กระทั่งเอก ณ ต่างประเทศนั้น ไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ว่าเราต้องติดตามข่าวสาร ขยันไขว่คว้าหาความรู้ และหมั่นที่จะเดินเข้าหาโอกาส ไม่ใช่รอให้โอกาสเดินเข้ามาหาเรา และเมื่อโอกาสนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อมมือของเราแล้ว จงอย่าได้ลังเลที่จะคว้ามันเอาไว้ เพราะเป็นไปได้ยากที่โอกาสจะเดินย้อนตามรอยเดิม ผมเองก็เป็นหนึ่งในหลายๆคนที่มองหาโอกาสที่จะได้รับทุนการศึกษา เพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัว และผมก็คงเป็นอีกคนหนึ่งที่โชคดีที่มีผู้ใหญ่ใจดีที่เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาหยิบยื่นโอกาสนั้นมาให้ ผมอยากจะขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับทุนนี้ และผู้ดูแลนักเรียนทุกท่านเป็นอย่างมาก ที่ทำให้มีทุนนี้ขึ้นมา และไม่ทอดทิ้งเหล่านักเรียนทุนแม้ว่าจะประสบปัญหาหลายๆอย่างในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ตาม

โดยส่วนตัวแล้วผมหวังเพียงแค่ทุนการศึกษาเพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่าผมจะมีโอกาสได้รับทุนการศึกษาเพื่อศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศอย่างนี้ ทุนนี้ไม่ได้มอบเพียงโอกาสทางการศึกษาให้ผมเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ที่ทำให้กบในกะลาอย่างผมได้เรียนรู้กับโลกกว้างที่ไกลออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอน ได้เผชิญและแก้ปัญหาต่างๆด้วยตัวเอง รู้จักที่จะพึ่งพาตัวเอง ได้พบกับวัฒนธรรมของชาวยุโรป ได้เจอระบบการเรียนการสอนที่แตกต่างออกไปจากทีผมเคยเรียนมา รวมทั้งระบบการคิดและการวางแผนของชาวยุโรป ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ รวมทั้งได้ฝึกความอดทน อดกลั้น และการมีระเบียบวินัยในตนเอง

การที่ผมได้มาเรียนต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศสแห่งนี้ นอกจากผมจะได้เรียนรู้ในสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นสาชาวิชาที่ผมอยากจะเรียนแล้ว ผมยังได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพของคนไทยในต่างแดน ที่คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ไม่เคยทอดทิ้งกันหรือทำร้ายกันเอง ทั้งๆที่เราก็ไม่ใช่ญาติกัน ต่างคนต่างมา ร้อยพ่อพันแม่ แต่เราก็ยังมีน้ำใจให้แก่กัน ผมจึงได้รู้ว่า ผมโชคดีแค่ไหนที่ได้เกิดเป็นคนไทย ถึงผมจะไม่ใช่ผู้ที่จะนำประเทศของเราไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทัดเทียมกับอารยประเทศ แต่ผมก็จะเป็นคนอีกคนที่จะนำความรู้ความสามารถที่ได้ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับบ้านเมืองของเรา ถ้าเราทุกคนรู้จักสำนึกรักในบ้านเกิดเมืองนอน รู้รักสามัคคี ก็จะสามารถนำพาประเทศของเราให้มั่นคงและรุ่งเรื่องได้โดยง่าย เหมือนกับ กิ่งไม้กิ่งเล็กๆเพียงกิ่งเดียวเราสามารถที่จะหักมันได้โดยง่าย แต่เมื่อใดที่กิ่งไม้เล็กๆเหล่านั่นถูกมันรวมกันหลายๆกิ่ง ก็เป็นไปได้ยากที่กิ่งไม้นั้นจะถูกหักหรือถูกทำลาย

สุดท้ายนี้ผมอยากจะให้กับทุกคนที่มีความหวัง จงพยายามต่อไป ท้อได้แต่อย่าถอย และจงมั่นใจในตัวเองว่าเราต้องทำได้ หากเราไม่เชื่อใจในตนเองแล้ว ใครจะมาเชื่อใจในตัวเรา สักวันหนึ่งสิ่งที่เราหวังเอาไว้นั้นมันจะต้องเป็นจริงขึ้นมา ดั่งคำที่เขาว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น”


 
นางสาวลิซ่า ดารณี บาสคารัน นทร. ทุนสำนักงาน กพ. (ไทยพัฒน์) สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาโท Business Administration / Catholic University of Eichstaett-Ingolstadt เมือง Ingolstadt / Germany

การได้รับทุนรัฐบาลเมื่อหลายปีที่แล้วเป็นสิ่งทีี่ข้าพเจ้าไม่เคยคาดฝันว่าจะเกิดขึ้น การได้รับทุนมาศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีนั้น ถือว่าเป็นเกียรติอย่างสูงสุดสำหรับครอบครัวและตัวข้าพเจ้าเอง ทุนการศึกษานี้เปิดโอกาสให้ข้าพเจ้าได้รับประสบการณ์ใหม่ๆอย่างมากมาย ได้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้กว้าง ได้เรียนรู้ภาษาใหม่ ได้เรียนรู้วัฒนธรรมชาวตะวันตก และได้เผยแพร่วัฒนธรรมไทยเมื่อมีโอกาส และที่สำคัญข้าพเจ้าได้รับความรู้หลากหลายทั้งจากใน และนอกห้องเรียน ที่จะสามารถนำกลับไปพัฒนาประเทศชาติได้ ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในหลายปีที่ผ่านมานี้ เป็นประสบการณ์ครั้งเดียวในชีวิต ที่มีค่ามากที่สุดและไม่สามารถหาไม่ได้ง่ายๆ

เมื่อวันที่ข้าพเจ้าได้สำเร็จการศึกษาและได้รับปริญญาบัตร ข้าพเจ้าได้มองย้อนเวลากลับไปและก็ได้ทราบซึ้งถึงความหมายของสุภาษิต คำพังเพยไทย ที่ใครๆก็รู้จักว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คำว่าความพยายามในความคิดของข้าพเจ้านั้นมีความหมายกว้างมาก ความพยายามสำหรับข้าพเจ้าหมายถึง ความอดทน การมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และการต่อสู้ ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต่อสู้กับคนอื่นเสมอไป แต่เป็นการต่อสู้กับความเกียจคร้าน และความไม่มีระเบียบวินัยของตัวเอง ต่อสู้กับสิ่งล่อใจที่ทำให้ละเลยความพยายาม ความพยายามนั้นจะหมดค่าและความหมายไปในทันที เมื่อเราไม่ได้พยายามจนถึงที่สุด

ก่อนที่จะก้าวมาสู่ความสำเร็จข้าพเจ้าได้เจออุปสรรคมากมาย ที่ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจ มีหลายครั้งเหมือนกันที่ข้าพเจ้าเกือบจะหมดความพยายาม ข้าพเจ้าได้เรียนรู้คุณค่าและความหมายของคำว่าเพื่อนและครอบครัว เพื่อนและครอบครัวคอยอยู่เคียงข้าง ให้กำลังใจข้าพเจ้ามาโดยตลอด และยังคอยแนะนำโดยเสมอว่า การที่จะก้าวไปสู่ความสำเร็จได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครหรือกับอะไร แต่ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความพยายามที่เกิดขึ้นจากตัวของข้าพเจ้าเองเพียงเท่านั้น “ความพยายามจนถึงที่สุด” สำหรับข้าพเจ้ามีความสำคัญมาก เพราะหากข้่าพเจ้าได้พยายามจนถึงที่สุดแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงเส้นชัย อย่างน้อยในอนาคตข้าพเจ้าก็ยังจะสามารถมองย้อนกลับไปได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่เสียดายและเสียใจ ที่ไม่ได้พยายามจนถึงที่สุด แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าถ้าทุกคนที่มีจุดมุ่งหมาย และไม่ละความพยายามที่จะไปสู่จุดหมายนั้น ทุกคนจะพบหนทางที่จะไปสู่ความสำเร็จในที่สุด


 
นายเอกรัฐ มีชูวาศ ข้าราชการ ทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ สำเร็จการศึกษาระดับ ปริญญาเอก Otto-Schott-Institut/ Friedrich-Schiller-Universität Jena เมือง Jena / Germany

การที่ผมได้โอกาสมาศึกษาต่อในประเทศเยอรมันถือว่าเป็นการเปิดโลกทรรศน์และได้ประสบการณ์ ลักษณะในการทำงานที่นี่อาจารย์และนักศึกษาจำเป็นต้องมีการอภิปรายเกี่ยวกับงานวิจัยเป็นระยะ การเรียนระดับปริญญาเอกถือว่าเป็นการทำงาน การที่ผมได้ทำงานก่อนที่จะมาเรียนที่เยอรมันมีส่วนช่วยอย่างมากในการวางแผนก่อนการมาศึกษาต่อ การใช้ชีวิตในเยอรมันภาษามีส่วนสำคัญอย่างมาก แม้ว่าในมหาวิทยาลัยบุคลากรส่วนใหญ่ใช้ภาษาอังกฤษได้ดี แต่การใช้ชีวิตนอกมหาวิทยาลัยจะผ่อนคลายมากขึ้นถ้าเราสามารถสื่อสารกับผู้คนรอบข้างได้ การเรียนที่นี่นักศึกษาต้องพยายามค้นคว้าหาข้อมูลในการทำงานวิจัยเองให้ได้มากที่สุด เมื่อพบปัญหาต้องคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์ที่ปรึกษาของผมเคยพูดกับผมว่า ไม่มีใครรู้เรื่องงานวิจัยที่เราทำดีไปกว่าตัวเราเอง ตัวอาจารย์เองก็ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆจากที่เรากำลังทำเหมือนกัน การได้มีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนหรืออาจารย์คนอื่นๆมีส่วนช่วยอย่างมากในการทำงาน สำหรับการเรียนและการทำงานวิจัยในเยอรมันนั้น การสังเกต ค้นคว้า เก็บข้อมูล และวิเคราะห์ปัญหา เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง


 
นายศลนิติ สีสม นทร. หนึ่งอำเภอ หนึ่งทุน ( รุ่น 2) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ université de Limoges เมือง Limoges / France

เรียนยังไงให้รอดที่เมืองน้ำหอม

นึกถึงเมื่อครั้งประกาศผลผู้ได้รับทุนโอดอสมาเรียนฝรั่งเศสใหม่ๆ ครั้งนั้นก็เหมือนครั้งนี้ที่รอผลการเรียนเทอมสุดท้ายของทางมหาวิทยาลัย “จะจบไหมหนอ ตื่นเต้นจังเลย…” ความคิดนี้ก้องอยู่ในโสตประสาทตลอดสองชั่วโมงที่ตั้งตารอ แต่ในที่สุดผลก็ออกมาว่าจบการศึกษา รู้สึกโล่งและดีใจอย่างที่สุด เหมือนตอนที่ถูกเลือกให้เป็นผู้รับทุนมาศึกษาที่นี่เมื่อสี่ปี่ที่แล้ว การได้มีโอกาสได้รับทุนมาศึกษาต่อยังประเทศฝรั่งเศส ประเทศซึ่งได้ชื่อว่ามีความเจริญสูงสุดทั้งในด้านศาสตร์และศิลป์ ถือเป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่าน่าจดจำอย่างมากในชีวิต จากเด็กบ้านนอกจนๆที่เคยฝันว่าสักวันอยากจะมีโอกาสได้เรียนต่างประเทศ วันหนึ่งฝันนั้นกลับกลายมาเป็นความจริงอย่างเหลือเชื่อ การได้เรียนที่นี่ถือเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต และก็จุดประกายความฝันต่างๆตามมามากมายในขณะเดียวกัน ขณะอยู่ที่นี่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตขนบธรรมเนียม และประเพณีของชาวฝรั่งเศสซึ่งแตกต่างแต่น่าสนใจมาก ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากหากนำเรื่องราวมาเล่าให้ผู้ที่สนใจอยากเรียนต่อ ณ ประเทศฝรั่งเศสได้รับฟัง โดยข้าพเจ้าจะเริ่มจากการเล่าชีวิตช่วงแรกที่เรียนภาษาเตรียมเข้ามหาวิทยาลัย และถัดมาเป็นเรื่องการปรับตัว การเรียนในรั้วมหาวิทยาลัยและการศึกษาผู้คนชาวฝรั่งเศส

ชีวิตการเรียนเมืองนอกไม่หวานหอมอย่างที่คิด ภาษาก็ยากแสนยาก อากาศหนาวเหน็บ เช่นเดียวกับบุคลิกผู้คนซึ่งดูเย็นชา บรรยากาศประเทศนี้ในช่วงแรกที่มาเรียนภาษา ดูไม่น่าอยู่เอาเสียเลย แต่ก็ต้องทนกันไป ที่คิดว่าจะได้มาเที่ยวก็ไม่ได้เที่ยว เพราะเรียนหนักเหลือเกิน ทั้งๆที่รุ่นพี่ที่อยู่มาก่อนก็บอกว่า ช่วงเรียนภาษาถือเป็นช่วงที่เราจะมีโอกาสเที่ยวมากที่สุด แต่พอเรียนไปเรียนมาก็ชักไม่แน่ใจ ขณะที่เรียนภาษาที่เมืองเบรสต์ เมืองชายฝั่งทะเลตะวันตกสุดของฝรั่งเศส การเที่ยวที่ดูจะมีความสุขที่สุดก็น่าจะเป็นการถ่ายรูป และเดินเก็บหอยแถวชายหาด เพราะเป็นทางผ่านจากศูนย์สอนภาษา CIEL ไปหอพักจึงไม่ต้องเสียเวลาต่อรถหลายคัน ช่วงแรกที่มาถึง อาหารไม่ถูกปากเอาเสียเลย เพื่อนคนไทยแต่ละคนรวมทั้งข้าพเจ้า จึงต้องห่ออาหารมาทานกันเองที่ศูนย์ คนที่ทำอาหารเป็นก็ดีไป แต่สำหรับคนที่ทำไม่เป็นในช่วงนี้จึงลำบากมาก เพราะฉะนั้นผู้ใดที่คิดจะมาเรียนที่นี่ ก็ควรจะฝึกการทำอาหารมาจากเมืองไทยด้วยจะดีมากๆ เมื่อถึงฤดูกาลการเตรียมสอบวัดความรู้ทางด้านภาษายิ่งหนักเลย เพราะไม่ค่อยได้ออกไปไหน ทุกคนเก็บตัวอ่านหนังสือเตรียมสอบกันทั้งหมด เพราะการสอบนี้ที่เรียกว่า TCF ถือไปการสอบเพื่อคัดเลือเข้ามหาวิทยาลัยเลย ทุกคนจึงต้องตั้งใจอ่านหนังหนังสืออย่างเต็มที่ ต่างจากการสอบวัดระดับ DELF ซึ่งถือว่าเป็นเพียงน้ำจิ้ม แต่ก็มีความสำคัญอยู่พอสมควร ในเรื่องของการประเมินพัฒนาการณ์ของตนทุกๆสามเดือน ช่วงเตรียมสอบภาษานี้ เราจึงจำเป็นต้องมีความชำนาญในการทำอาหารให้ใช้เวลาน้อยที่สุด เพื่อจะได้ใช้เวลาที่เหลือสำหรับการทบทวนบทเรียน ช่วงเรียนภาษาจึงถือเป็นช่วงเวลาที่ต้องอาศัยความมีวินัยในตนเอง ความอดทน และการปรับตัวที่ควรจะเร็วกว่าปกติด้วย

การสอบ TCF ผ่านไปด้วยดี ข้าพเจ้าได้เข้ามหาวิทยาลัยที่เลือกไว้ในอันดับที่หนึ่งจากสามอันดับ ในคณะเศรษฐศาสตร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมือง LIMOGES ชื่อมหาวิทยาลัยก็คือ UNIVERSITE DE LIMOGES เมืองนี้เป็นเมืองขนาดกลาง ผู้คนไม่พลุกพล่าน ถือว่าน่าอยู่ใช้ได้เลยทีเดียว สำหรับคนที่ชอบบรรยากาศเงียบๆ แต่ไม่บ้านนอกจนเกินไป การเตรียมตัวของข้าพเจ้าถือว่าไม่น้อย เพราะได้ผ่านการฝึกอบรมที่ CIEL มาเป็นเวลาหนึ่งเดือน ในเรื่องของชีวิตการเรียนในรั้วมหาวิทยาลัย ตั้งแต่การหัดเข้าสังคม การจดบันทึก การอ่าน การฝึกทบทวน การหาเพื่อน ฯลฯ แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าให้ความสำคัญที่สุดคือการหาเพื่อน วันแรกที่เดินเข้าคณะสิ่งแรกที่ข้าพเจ้ามองหาก็คือเพื่อนที่เรียนห้องเดียวกัน และวันแรกข้าพเจ้าจึงมีเพื่อนชาวฝรั่งเศสทันทีชื่อ Justin เรียกว่า “หากเรามีความประสงค์อยากได้สิ่งใดอย่างแรงกล้าและมุ่งมั่น สิ่งนั้นก็จะเป็นของเรา” ตลอดสามปีในมหาวิทยาลัย แทบไม่มีอุปสรรคใดเลย เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ทำตัวเป็นตัวถ่วงเพื่อนในชั้น หรือทำตัวเป็นจุดอ่อน อีกทั้งสามารถให้คำปรึกษาเพื่อนได้ในสิ่งที่ตนเองเข้าใจ หรืออย่างน้อยๆหากในวิชานั้นข้าพเจ้าไม่เข้าใจเลยจริง ข้าพเจ้าก็ยังทำอาหารอร่อยให้เพื่อนทานได้ ด้วยเหตุนี้ข้าพเจ้าจึงมีเพื่อนทั้งชั้นที่พร้อมจะช่วยเหลือยามลำบากอยู่เสมอ นอกเหนือจากการเรียนรู้ในห้องเรียน เมื่อข้าพเจ้าได้คลุกคลีกับเพื่อนชาวฝรั่งเศสและชาติอื่นมากๆ ก็ทำให้เข้าใจธรรมชาติของมนุษย์มากขึ้น เมื่อเรามองคนในชาติด้วยกัน ความแตกต่างที่สามารถมองเห็นได้นั้นน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศฝรั่งเศส ประเทศซึ่งรวมเอาผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ หลายศาสนารวมไว้ด้วยกัน จึงทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจได้ว่าเราทุกคนต่างกันเพียงใด การกระทำอย่างเดียวกันกับคนสองกลุ่มอาจได้รับผลตอบรับซึ่งขัดแย้งกันได้ เพราะฉะนั้นการยอมรับความแตกต่างของกันและกันให้ได้นั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญ ฉะนั้นแล้วการเรียนในมหาวิทยาลัยจะสะดวกราบรื่นได้ ก็ต่อเมื่อเราสามารถยอมรับความแตกต่างของเพื่อนในชั้นเราได้ หากทำได้เช่นนั้นแล้วเราก็จะมีเพื่อนมาก คอยอธิบายบทเรียนในส่วนที่เราไม่เข้าใจ

ประเทศนี้สอนข้าพเจ้ามากมายเหลือเกิน หากจะให้เขียนบทความสั้นๆ ก็คงจะทำได้เพียงเท่านี้ ซึ่งข้าพเจ้าได้คัดเลือกเอาแต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ฝันจะเดินทางมาเรียนต่อยังเมืองน้ำหอม ซึ่งข้าพเจ้ามุ่งเน้นให้ความสำคัญในเรื่องของการเอาตัวรอด การมีจิตใจที่เข้มแข็ง ความกล้าหาญ ความอดทน และความมีนิสัยรักการเรียนรู้ เมื่อเราเป็นนักศึกษา ก็ควรจะศึกษาทั้งในวิชาที่เรียนให้เข้าใจถ่องแท้ และควรจะศึกษาบ้านเมืองของเขาด้วยเช่นกัน เพื่อวันหนึ่งอาจจะนำไปพัฒนาประเทศชาติอันเป็นที่รักของเราได้ บ้านเมืองฝรั่งเศสมีความเจริญได้หาใช่เพราะมีรัฐบาลที่เข้มแข็งไม่ หากแต่มีพลเมืองที่แข็งแรง ข้าพเจ้าได้รับการฟูมฟักการเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในแบบฝรั่งเศสเป็นเวลาสี่ปีเต็ม ซึ่งคุณสมบัติสามข้อ ที่สำคัญของชาวฝรั่งเศส ที่ควรเอาเป็นแบบอย่าง ได้แก่ เป็นคนซื่อสัตย์ เคารพกฎหมาย และรู้จักหน้าที่ของพลเมืองที่ดี ตามระบอบการปกครองของประเทศตน สิ่งดีๆเหล่านี้เป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ และจะนำไปมอบเป็นของขวัญให้กับประเทศไทยต่อไป