สิ่งที่น่ารู้

 สิ่งที่น่ารู้เกี่ยวกับสมาพันธรัฐสวิส

 

ข้อมูลเบื้องต้น : เมืองหลวง กรุงเบิร์น

สมาพันธ์รัฐสวิส เป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเรื่องความงดงามของทิวทัศน์ ภูเขาและแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญอันดับต้นๆ ของโลก มาตรฐานค่าครองชีพสูง มาตรฐานความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง มีธุรกิจธนาคาร นาฬิกาที่มีชื่อเสียงของโลกในลำดับต้นๆ การคมนาคมขนส่งที่ทันสมัย ปลอดภัย ผลิตภัณฑ์นมและเนย และนโยบายเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน ชาวสวิสทั่วไปมีนิสัยรักความสงบ บ้านเมืองมีความสะอาดเรียบร้อยและเป็นระเบียบ

 

ที่ตั้ง สมาพันธรัฐสวิสหรือสวิตเซอร์แลนด์ตั้งอยู่กลางทวีปยุโรป ล้อมรอบด้วยเทือกเขาแอลป์ ทิศเหนือติดสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ทิศตะวันออกติดออสเตรียและลิคเตนสไตน์ ทิศใต้ติดอิตาลี ทิศตะวันตกติดฝรั่งเศส เป็นประเทศที่ไม่มีพรมแดนติดทะเล พื้นที่ 41,290 ตารางกิโลเมตร เล็กกว่าประเทศไทย 12 เท่า โดยพื้นที่ 2 ใน3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์อยู่บนเทือกเขาแอลป์ ซึ่งทอดยาวจากทิศตะวันตก

 

ประชากร 7,600,000 คน (ปีพ.ศ.2553) ประชากรส่วนใหญ่ นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาธอลิก (41.8%) อิสลาม (4.3%) นิกายโปรเตสแตนท์ (35.3%) ศาสนาอื่นๆ (3.2%) ไม่มีศาสนา (11.1%)

 

ภูมิอากาศ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีภูเขาสูงเป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่เปรียบเสมือนหลังคาของยุโรป ทำให้ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปตามระดับความสูงของพื้นที่ ตั้งแต่ภูมิอากาศแบบแอลป์จนถึงแบบเมดิเตอร์เรเนียน ฤดูหนาวอากาศหนาว มีฝนและหิมะ ฤดูร้อนอบอุ่น เย็นชื้น มีฝน บางครั้งทางตอนใต้จะมีฝนตกชุก

 

ภาษา ภาษาราชการมี 4 ภาษา คือ เยอรมัน (63%) ฝรั่งเศส(20.4%) อิตาลี(6.5%) และ โรมานซ์(0.5%)และภาษาอื่นๆ (9.0%)

 

การปกครอง เป็นการปกครองแบบประชาธิปไตย ในรูปของสมาพันธรัฐ (confederation) ประกอบด้วยมณฑล (Canton) 23 แห่ง ในจำนวนนี้ 3 มณฑลถูกแบ่งออกเป็นกึ่งมณฑล (haft-canton) 6 แห่ง จึงเสมือนประกอบด้วยมณฑลทั้งสิ้น 26 แห่ง ซึ่งมีอำนาจบริหารภายในของแต่ละมณฑล ส่วนอำนาจบริหารส่วนกลางจะอยู่ที่คณะมนตรีแห่งสมาพันธ์ (Federal Council) ซึ่งเปรียบเท่ากับคณะรัฐมนตรีประกอบด้วยสมาชิกที่เรียกว่า มนตรีแห่งสมาพันธ์(Federal Councillor) 7 คน มีวาระในตำแหน่งคราวละ 4 ปี และใน 7 คน จะผลัดกันเป็นประธานาธิบดีคนละ 1 ปี

 

การแบ่งส่วนบริหาร

– อำนาจนิติบัญญัติ รัฐสภาแห่งสมาพันธ์ (Federal Assembly) ประกอบด้วย 2 สภา คือ สภาแห่งรัฐ (Council of State) ประกอบด้วย สมาชิกที่เลือกตั้งจากมณฑลจานวน 46 คน และสภาแห่งชาติ (National Council) ประกอบด้วย สมาชิกที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน จำนวน 200 คน สมาชิกของทั้งสองสภามีวาระในการดำรงตำแหน่ง 4 ปี

– อำนาจบริหารส่วนกลาง คณะมนตรีแห่งสมาพันธ์ (Federal Council) ซึ่งเทียบเท่าคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย มนตรีแห่งสมาพันธ์ (Federal Council) 7 คน ทำหน้าที่บริหารงานหน่วยงานระดับกระทรวง 7 แห่ง มีวาระในการดำรงตาแหน่ง 4 ปี โดยจะผลัดกันเป็นประธานาธิบดีคนละ 1 ปี ประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์มีฐานะเป็นทั้งประมุขแห่งรัฐ (Chief of State) และหัวหน้ารัฐบาล (Chief of Government) แต่ก็มีฐานะเพียง “The first among the equals” ดังนั้น ประธานาธิบดีจึงไม่อาจเยือนต่างประเทศในฐานะ State Visit ได้

– อำนาจตุลาการ ศาลชั้นต้นและศาลชั้นกลางเป็นศาลของมณฑลโดยใช้กฎหมายของสมาพันธ์ร่วมด้วย ศาลฎีกาแห่งสมาพันธ์ (Federal Supreme Court) ตั้งอยู่เมืองโลซานน์ ประกอบด้วย ผู้พิพากษาที่ได้รับการเลือกตั้งจากรัฐสภาแห่งสมาพันธ์

 

 

ระบบกฎหมาย – ระบบ Civil Law ประธานาธิบดี

 

 

ภาพรวมเศรษฐกิจ สมาพันธ์รัฐสวิส เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติจำกัด แต่เป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งมากและเจริญมากประเทศหนึ่ง ส่งผลให้สมาพันธ์รัฐสวิสมีศักยภาพและมีชื่อเสียงด้านอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมสิ่งทอ นาฬิกา เคมีภัณฑ์ เวชภัณฑ์ เครื่องจักร เหล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจบริการได้แก่ สาขาการท่องเที่ยว การโรงแรม การบริการ สาขาการเงินและธนาคาร ประชาชนมีรายได้เฉลี่ยค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประชากรในยุโรปด้วยกัน โดยรายได้หลักมาจากภาคบริการ โดยเฉพาะจากการท่องเที่ยวและธนาคาร แรงงานมีทักษะสูง และมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี จึงทำให้เป็นประเทศที่มีค่าแรงสูงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก นอกจากนี้ เป็นประเทศหนึ่งในยูโรโซนที่ไม่ใช้สกุลเงินยูโร แต่ใช้เงินสวิสฟรังก์ที่มีฐานและค่าเงินแข็งแกร่งมาก

ด้วยมีระบบเศรษฐกิจเปิด และมีมาตรฐานความเป็นอยู่สูงที่สุดของโลก เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์พึ่งพาการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะรายได้จากการส่งออกสินค้าเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและบริการเป็นแหล่งรายได้หลักของประเทศ (Net Exporter) ทั้งนี้ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนีและอิตาลีเป็นประเทศคู่ค้าสาคัญ ในขณะที่ สวิตเซอร์แลนด์นำเข้าวัตถุดิบเพื่อเสริมสร้างความหลากหลายของสินค้าและบริการ

นอกจากนี้ยังเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรม การทำวิจัยด้านเภสัชกรรมและเวชภัณฑ์ มีการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีตลาดที่มีศักยภาพ และมีโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานของประเทศที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ รวมทั้ง มีการจัดการทางเศรษฐกิจมหภาคที่ดี

อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 (ค.ศ.2009) เศรษฐกิจของสวิตเซอร์แลนด์ลดตัวลงร้อยละ 3 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจโลกและวิกฤตทางการเงินโลก ธนาคารของสวิตเซอร์แลนด์ก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก รัฐบาลจึงได้ใช้นโยบายลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้เหลือศูนย์ (Zero-rate policy) เพื่อกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจ

สมาพันธ์รัฐสวิส มีนโยบายเปิดเสรีการลงทุนและมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 1 การลงทุนจึงเป็นกลไกหนึ่งในการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการลงทุนสินทรัพย์ถาวรและซอฟท์แวร์

นอกจากนี้ สวิตเซอร์แลนด์ยังเป็นศูนย์กลางการเงินที่สาคัญในภูมิภาคยุโรป สาหรับการลงทุนในไทย ในปี 2552 (ค.ศ.2009) สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศผู้ลงทุนอันดับ 1 ในกลุ่มสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (EFTA) และเป็นนักลงทุนอยู่ใน 11 อันดับแรกที่ลงทุนในไทยมากที่สุด มีมูลค่าการลงทุน 1,288.73 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ รวม 54 ราย คิดเป็นร้อยละ 2 ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจบริการให้กู้ยืมเงินแก่บริษัทในเครือ

 

 

โครงสร้างเศรษฐกิจ ภาคบริการ เป็นสาขาที่มีความสาคัญต่อเศรษฐกิจสวิตเซอร์แลนด์มาก มีสัดส่วนร้อยละ 64.5 ของ GDP มีการจ้างงานในสาขาบริการกว่าสองในสามของการจ้างงานทั้งหมด ที่สาคัญๆ ได้แก่ ภาคบริการผู้ผลิต อาทิ บริการด้านการเงิน การประกันภัย ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งทำรายได้ถึงหนึ่งในสาม ภาคบริการการจำหน่าย เช่น การค้า การขนส่ง การสื่อสารโทรคมนาคม ภาคบริการสังคม เช่น สุขภาพ การศึกษา ภาคราชการ บริการด้านวัฒนธรรม และการพักผ่อน ภาคบริการบุคคล อาทิ การท่องเที่ยว บริการต่าง ๆ สาหรับครัวเรือน และบริการรายบุคคลอื่น ๆ ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนร้อยละ 34 ของ GDP โดยอุตสาหกรรมของสวิตเซอร์แลนด์เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง แม้ประเทศจะมีขนาดเล็กแต่มีบริษัทข้ามชาติมากมายที่ตั้งอยู่ในสวิตเซอร์แลนด์ อาทิ อาหาร (Nestlé) เวชภัณฑ์ (Novartis, Roche) วิศวกรรม (ABB) อุตสาหกรรมเครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ นาฬิกา สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม และอุปกรณ์ขนส่ง การผลิตสินค้าอุตสาหกรรมของสวิตเซอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียงด้านการผลิตและมีคุณภาพดีระดับโลก ได้แก่ เครื่องจักรกล เครื่องไฟฟ้า เคมีภัณฑ์ และเหล็ก ซึ่งสร้างรายได้จากการส่งออกมากกว่าครึ่งของรายได้ประชาชาติ ภาคเกษตรกรรม มีสัดส่วนร้อยละ 1.5 ของ GDP สินค้าเกษตรสาคัญ ได้แก่ เมล็ดพันธุ์ ผลไม้ ผัก เนื้อสัตว์ และไข่ สวิตเซอร์แลนด์พยายามเปิดเสรีสินค้าเกษตรมากขึ้น แต่ยังมีการปกป้องและการอุดหนุนภาคเกษตรกรรมสูงเทียบเท่ากับร้อยละ 70 ของมูลค่าการผลิตซึ่งสูงกว่าสหภาพยุโรปที่มีการอุดหนุนร้อยละ 35 อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพยายามลดการอุดหนุนลงจาก 14.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากปี 2551

 

แรงงานต่างชาติในสมาพันธ์รัฐสวิส สวิตเซอร์แลนด์ไม่อนุญาตให้แรงงานต่างชาติเข้าไปทำงานได้โดยเสรี เว้นแต่เป็นแรงงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ธนาคาร วิศวกร ฯลฯ และผู้ที่จะทำงานในสวิตเซอร์แลนด์ได้จะต้องมีความรู้ด้านภาษาท้องถิ่น(เยอรมัน-ฝรั่งเศส-อังกฤษ) เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม สวิตเซอร์แลนด์มีการจ้างแรงงานจากผู้อพยพลี้ภัย/ แรงงานจากประเทศในสหภาพยุโรป/ แรงงานที่ข้ามแดนเข้ามาทำงานรายวันตามฤดูกาลจากประเทศเพื่อนบ้านอีกจำนวนมาก เช่น จากเยอรมัน ฝรั่งเศส อิตาลี โปรตุเกสด้วย