เรื่องเล่าจากพี่เก่า Nancy-วรลักษณ์ สงวนแก้ว

Imprimer
2007-03-07 10:39:55

เพื่อนๆชาวฝรั่งเศส

(JPG)

สมัยที่ผู้เขียนไปศึกษาต่อในระดับชั้นปริญญาโทที่ประเทศฝรั่งเศส ผู้เขียนมีเพื่อน เป็นชาวฝรั่งเศสหลายคน การผูกมิตรกับเจ้าของประเทศที่เราไปศึกษาต่อนั้น ย่อมเป็นการดีที่เราจะสามารถเรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศที่เราไปศึกษา จากเจ้าของประเทศเอง บางท่านอาจจะคิดว่า คงไม่มีความจำเป็นอะไรหรอก ที่จะต้องศึกษาถึงวัฒนธรรมของประเทศที่ไปศึกษาต่อให้ลึกซึ้ง เพราะเราก็ไม่ได้ กะจะไปตั้งรกรากที่นั่นซักหน่อย แค่ไปเที่ยว ไปเรียนก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าเราเปิดใจให้กว้างพร้อมที่จะเรียนรู้ถึงนิสัยใจคอของเจ้าของประเทศแล้ว มันก็จะทำให้การใช้ชีวิตในต่างแดนของคุณนั้นง่ายขึ้นเป็นกอง

เมื่อพูดถึงชาวฝรั่งเศสแล้ว หลายๆท่าน อาจจะเคยได้ยิน คำบอกเล่าถึงอุปนิสัยใจคอของพวกเขาว่า เป็นคนที่ชาตินิยมรุนแรง หยิ่งและเห็นแก่ตัวบ้าง แต่มันก็เป็นธรรมดาของคนทุกชาติในโลกว่า ในทุกประเทศ ทุกสังคมนั้น ย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ถ้าคุณมีวิจารณญาณในการเลือกคบคนที่ดี ปัญหาเหล่านี้มันก็จะไม่เกิด สำหรับคำว่าเพื่อนนั้น มันมิได้จำกัดว่า จะต้องเป็นคนเพศเดียวกัน วัยเดียวกัน เท่านั้น

การคบเพื่อนต่างวัย จะทำให้คุณมีมุมมองชีวิตที่แตกต่าง และได้เรียนรู้ประสบการณ์จากพวกเขาเพิ่มเติม โดยทั่วไปแล้ว คนฝรั่งเศสก็พร้อมที่จะเป็นมิตรกับคนต่างชาติ ถ้าคุณมีวิธีการติดต่อกับเขาที่เหมาะสม เรื่องเล่าของ เพื่อนๆชาวฝรั่งเศสที่ผู้เขียนจะขอนำมาเสนอท่านผู้อ่าน คือ เพื่อนๆชาวฝรั่งเศสในระดับมหาวิทยาลัย

(JPG)

เมื่อทดสอบภาษาผ่านเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแล้ว ผู้เขียนได้ยื่นใบสมัครไปยังหลายๆมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ก็ไม่ตอบรับ บางแห่งก็ตอบรับแบบมีเงื่อนไข กล่าวคือ ต้องไปเรียนปรับพื้นฐานก่อนอีก ๑ ปี มีเพียงมหาวิทยาลัยนองซี ๒ ที่ตอบรับให้เข้าศึกษาได้ทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข อาจารย์ที่โรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศส บอกกับผู้เขียนว่า ขอแสดงความยินดีที่จะได้ไปใช้ชีวิตอยู่ในเมืองประวัติศาสตร์ ที่สวยงาม แต่ก็ต้องทำใจเรื่องภูมิอากาศที่แปรปรวน กล่าวคือ ร้อนจัดในฤดูร้อน หนาวจัดในฤดูหนาว และสิ่งที่ผู้เขียนวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่งก็คือ ยังไม่เคยมีนักศึกษาไทย ไปศึกษาในสาขากฎหมายมหาชนที่นั่นเลย จะมีก็แต่สิบกว่าปีก่อนที่นักศึกษาไทยไปศึกษาวิชากฎหมายอาญา ดังนั้นผู้เขียนจะต้องบินเดี่ยวไปผจญภัยที่นั่น ที่สำคัญจะต้องย้ายเมืองจาก ครัวยอง ไปยังเมืองนองซี ซึ่งใช้เวลาถึง ๑๐ ชั่วโมง จากภาคตะวันตก ไปยังภาคตะวันออก และต้องเปลี่ยนรถไฟถึง ๓ ต่อ และต้องเดินทางคนเดียว เพราะเพื่อนนักศึกษาที่เรียนอยู่โรงเรียนภาษาเดียวกันก็ไม่มีได้รับตอบรับให้เรียนในมหาวิทยาลัยที่เมืองนองซี ก่อนที่ผู้เขียนจะขึ้นรถไฟไปยังเมืองนองซี เพื่อนๆนักศึกษาไทยในเมืองครัวยอง ต่างพร้อมใจกันมาส่งที่สถานีรถไฟ พวกเรากอดคอกัน น้ำตาไหลพรากบนรถไฟ รถไฟจะออกในเวลาเที่ยงคืน และไปถึงเมืองนองซีตอนสิบโมงเช้า “ฉันจะสอบผ่านไหม เพื่อนๆฝรั่งเศสจะดีไหม เขาจะยอมรับนักศึกษาต่างชาติไหม” ผู้เขียนพูดกับเพื่อนๆคนไทยที่มาส่ง “เธอต้องสู้นะถึงแม้จะเป็นนักศึกษาไทยเพียงคนเดียว ในคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัย ในปีการศึกษานี้แต่เธอต้องทำให้เพื่อนๆยอมรับให้ได้”

(JPG)

เพื่อนๆนักศึกษาไทยต่างให้กำลังใจผู้เขียน ระหว่างการเดินทาง ๑๐ ชั่วโมง ผู้เขียนคิดไปถึงเรื่องต่างๆนานาถึงชีวิตใหม่ที่ต้องไปเผชิญ นักศึกษาไทยท่านอื่นต่างได้รับการตอบรับ ในมหาวิทยาลัยที่คนไทยไปเรียนอยู่จำนวนมาก พวกเขาจะมีคนคอยช่วยเหลือในด้านต่างๆ ซึ่งแตกต่างจากกรณีของผู้เขียน เมื่อไปถึงสถานีรถไฟของเมือง ผู้เขียนก็รู้สึกอบอุ่นที่มหาวิทยาลัย มาคอยแจกคู่มือนักศึกษาให้กับนักศึกษาใหม่ และให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

วันเปิดภาคเรียนวันแรก ผู้เขียนไปตามวันเวลาที่ทางคณะนัดหมาย ห้องปฐมนิเทศของหลักสูตรนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ เป็นห้องเดียวกัน นักศึกษาร้อยละแปดสิบเป็นชาวฝรั่งเศส ร้อยละยี่สิบ เป็นชาวแอฟริกันที่เป็นอดีตประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศส และใช้ภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาราชการ

เมื่ออาจารย์ให้นักศึกษาแต่ละคนกล่าวแนะนำตัว ผู้เขียนก็ดีใจมากที่มีนักศึกษาไทยหนึ่งท่าน ลงทะเบียนเรียนในคณะรัฐศาสตร์ ถึงแม้จะไม่ใช่คณะเดียวกัน แต่เราก็มีหลายวิชาที่ต้องเรียนร่วมกัน สามวันแรกของการเปิดภาคเรียนพวกเราสองคนมีความสุขมาก ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่แล้ววันที่สี่ก็มีข่าวร้าย นักศึกษาไทยท่านนั้น ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยทางตอนใต้ของฝรั่งเศสให้ศึกษาต่อ และเธอก็มาลาผู้เขียน ผู้เขียนจึงขอร้องเธอว่าอย่าไปเลยอยู่เป็นเพื่อนกันดีกว่า เธอกล่าวถึงสาเหตุของการย้ายเมืองว่า “เมืองนองซีอากาศหนาวรุนแรงมากในฤดูหนาว อีกทั้งไม่เคยมีคนไทยเรียนในสาขารัฐศาสตร์เลย จึงยากที่จะสอบผ่าน” ไม่เพียงแต่นักศึกษาไทยท่านนั้นที่ตัดสินใจเปลี่ยนสถานศึกษาอย่างกระทันหัน นักศึกษาชาวฝรั่งเศสที่มานั่งทดลองเรียนก็ถอนตัวไปทีละคนๆ ด้วยสาเหตุทีอาจารย์ผู้สอน เน้นการเรียนการสอนแบบสหวิทยาการ หรือ ที่เมืองไทยเราเรียกว่า interdisciplinary approach กล่าวคือ จะไม่เรียนเฉพาะแต่เฉพาะวิชาหลักที่เกี่ยวข้องกับปริญญานั้นๆ หากแต่จะเรียนทุกวิชาที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชานั้นๆด้วย สุดท้ายจึงเหลือนักศึกษาอยู่ไม่กี่คนในห้อง

ผู้เขียนตั้งใจเรียนนั่งแถวหน้าสุด อ่านหนังสือทุกวัน และคอยซักถามอาจารย์ในห้องเรียนทุกครั้ง จนเพื่อนๆ นักศึกษาชาวฝรั่งเศสเริ่มให้การยอมรับผู้เขียนในฐานะเพื่อนนักศึกษาของเขา ทุกครั้ง ก่อนจะส่งงานผู้เขียนจะนำบทคัดย่อ ของเนื้องานไปให้อาจารย์ตรวจ ตรงนี้ถือเป็นเคล็ดลับของการศึกษาในต่างประเทศอย่างหนึ่ง เพราะอาจารย์จะมองว่าคุณเป็นนักศึกษาที่มีความตั้งใจที่จะศึกษาในวิชาของเขา อีกทั้งยังสามารถทำงานออกมาได้ตรงประเด็น อันจะมีผลต่อคะแนนที่จะได้รับด้วย อาจารย์ชาวฝรั่งเศสต่างก็เป็นห่วงว่าผู้เขียนเป็นนักศึกษาชาวเอเชียคนเดียวในชั้นเรียน จะเรียนรอดหรือไม่ จึงได้ฝากฝังกับเพื่อนๆฝรั่งเศสในชั้นเรียนให้ดูแลผู้เขียน เรื่องความถูกต้องของการทำรายงานด้วย

บ่ายวันหนึ่ง ขณะที่ผู้เขียนกำลังค้นคว้าหนังสือที่จะนำมาใช้ทำรายงานนั้น เพื่อนๆในชั้นเรียนก็เดินมาให้กำลังใจ และช่วยตรวจสอบหนังสือที่จะนำมาใช้ทำรายงานด้วย บางคนถึงขนาดบอกเคล็ดลับ ของการเข้าถึงอาจารย์แต่ละคนอีกด้วย ซึ่งมันเป็นประโยชน์มากในการเรียน บางวิชาอาจารย์ให้นักศึกษาทำรายงานเป็นคู่ เพื่อนฝรั่งเศสก็สงสารให้ผู้เขียนทำคู่กับเขาด้วย ซึ่งในตอนแรกผู้เขียนก็รู้สึกวิตกกังวลและลำบากใจ ในการร่วมทำรายงานกับเพื่อนชาวฝรั่งเศส เพราะความรู้และทัศนคติ ในการตีความกฎหมายของเราทั้งสองคนมันแตกต่างกันมาก จึงได้ช่วยเพื่อนหาข้อมูลและทำบทคัดย่อไปให้ตรวจ เขาก็บอกว่ามันไม่ตรงประเด็นกับรายงานที่อาจารย์ให้ทำ จึงต้องกำหนดประเด็นของรายงานโดยให้เราไปเขียนมาประมาณ ๑๐ หน้า และจะช่วยตรวจให้ท้ายที่สุดรายงานของเราก็ออกมาดีจริงๆ อาจารย์ชมพวกเราว่า มีความพยายามสูงมากในการสืบค้นข้อมูล ขณะรายงานหน้าห้องเพื่อนๆทุกคนต่างเอาใจช่วย เมื่อการทำรายงานเสร็จสิ้น ผู้เขียนเหนื่อยมากเพราะไม่ค่อยได้พักผ่อน จึงตัดสินใจซื้อตั๋วโดยสารรถไฟเที่ยวต่างเมือง โลกกลมจริงๆ ผู้เขียนเจอเพื่อนๆ ฝรั่งเศสในชั้นเรียนไปเที่ยวพักผ่อนเมืองนี้เหมือนกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงเทศกาลคริสมาส พวกเราจึงฉลองเทศกาลคริสมาสกันอย่างสนุกสนานเพื่อนๆ ชาวฝรั่งเศสพาผู้เขียนไปร้องเพลงในโบสถ์ และเยี่ยมชมตลาดคริสมาส ซึ่งแต่ละร้านจะตกแต่งเป็นกระท่อมเล็กๆ น่ารักๆ พวกเราชิมไวน์ร้อนและอาหารพื้นเมืองของแต่ละแคว้น ชมขบวนพาเหรดของเด็กชาวฝรั่งเศสตัวน้อยๆ ที่แต่งกายแนวแฟนซี เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลคริสมาส

ปีเก่าผ่านไป ปีใหม่เข้ามา ปีใหม่ในปีนั้น เงียบเหงากว่าทุกปีที่ผู้เขียนได้เคยสัมผัส เพื่อนๆ ทุกคนคร่ำเคร่งอยู่กับการสอบปลายภาค ซึ่งเป็นการสอบครั้งสำคัญ ที่จะตัดเชือกว่า พวกเราจะได้รับปริญญาโทหรือไม่ เลิกเรียนในแต่ละวัน เพื่อนๆทุกคนในชั้นเรียน ดูไม่ร่าเริงเหมือนเช่นเคย ต่างคนต่างคร่ำเคร่งอ่านหนังสือกันในห้องสมุด ในเทศกาลสอบปลายภาคนั้น แทบจะไม่มีที่ว่างหลงเหลืออยู่ในห้องสมุด

ผู้เขียนชอบที่จะนั่งอ่านหนังสือในห้องสมุดมากกว่า การอ่านหนังสือคนเดียวในห้องพัก เพราะถ้าไม่เข้าใจในประเด็นใด ก็สามารถถามเพื่อนๆได้ เพื่อนๆ ชาวฝรั่งเศสให้กำลังใจผู้เขียน ในการเตรียมตัวสอบ และบอกเคล็ดลับการเรียนของอาจารย์แต่ละท่านด้วย นักศึกษาทุกคนต่างบ่นกันเป็นเสียงเดียวว่า อ่านหนังสือแทบไม่ทัน เนื่องจากการเรียนในระดับชั้นปริญญาโทในต่างประเทศนั้น เป็นหลักสูตรแบบเร่งรัด ที่ทุกอย่างจะต้องสำเร็จภายใน ๑ ปี หลักสูตรของเรานั้นต้องลงทะเบียนเรียนทั้งหมด ๙ วิชา โดยการวัดผลแบ่งเป็น การสอบปากเปล่า ๓ วิชา การสอบข้อเขียน ๓ วิชา และการนำเสนอรายงานหน้าชั้น ๓ วิชา เล่นเอาทุกคนเหนื่อยหอบเลยทีเดียว ผู้เขียนเป็นกังวลกับการสอบมาก เพราะมีตำนานเล่าขานกันเมื่อหลายสิบปีก่อน ว่ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ มีนักศึกษาต่างชาติถอดใจ กลับบ้านก่อนสำเร็จการศึกษากันหลายคน บางรายเสียสติก็มี เพราะรับกับสภาพการสอบตกซ้ำซากไม่ได้ ทั้งๆ ที่พวกเขามีความรู้ความสามารถไม่แพ้กับนักศึกษาชาวฝรั่งเศส แต่ขาดความรู้ความเข้าใจในระบบวิธีการคิดแบบชาวฝรั่งเศส ซึ่งในการเรียน และการสอบทุกครั้ง ถ้าขาดความรู้ในเรื่องดังกล่าว ก็ยาก ที่จะประสบความสำเร็จได้ ในการเตรียมตัวสอบผู้เขียน จึงฝึกคิดแบบชาวฝรั่งเศส โดยการทำโครงร่าง ในการนำเสนอเนื้อหาทางวิชาการซึ่งมีหลายประเภทแตกต่างกันออกไป ทำแล้วนำไปให้เพื่อนตรวจ จนเพื่อนๆทุกคนต่างพากันเรียกผู้เขียนว่า “เจ้าแม่โครงร่าง”

และแล้วเทศกาลสอบก็มาถึง ช่วงนั้นเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ระหว่างฤดูหนาวและฤดูใบไม้ผลิ ทางรัฐบาลฝรั่งเศส จะปรับเวลาให้เร็วขึ้นอีกหนึ่งชั่วโมง เนื่องจากเวลากลางวัน จะยาวกว่าเวลากลางคืนในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เพื่อนๆ ชาวฝรั่งเศสน่ารักมาก หลายคนส่งข้อความทางโทรศัพท์มือถือ บอกกับผู้เขียนว่า “อย่าลืมปรับนาฬิกาของเธอให้เข้ากับเวลาใหม่ด้วย จะได้ไม่ไปสอบผิดเวลา”

วันสอบวันแรก ผู้เขียนตื่นแต่เช้ามืดพร้อมกับภาวนาให้สิ่งศักดิ์สิทธิทั้งหลายในสากลโลก ขอให้สอบผ่าน สอบข้อเขียนวิชาแรกน่ากลัวยิ่งนัก โจทย์ปัญหาข้อเดียว แต่ให้เวลาวินิจฉัยถึง ๔ ชั่วโมง เพื่อนๆ ทุกคนส่งยิ้มมาให้กับผู้เขียน และช่วยเป็นกำลังใจให้ ทำให้การสอบผ่านพ้นไปได้ด้วยดี วันรุ่งขี้นเป็นการสอบปากเปล่า ซึ่งก็น่ากลัวไม่แพ้กับการสอบข้อเขียน อาจารย์ผู้สอนจะให้นิสิตแต่ละคนจับซองคำถาม และให้เวลาเตรียมตัว ในการนำเสนอคำตอบในรูปแบบของรายงานปากเปล่า ซึ่งตื่นเต้นยิ่งกว่าการประกวดนางงามในบ้านเราเสียอีก ถ้าใครได้คำถามที่ตนเองถนัดก็โชคดีไป ถ้าโชคร้ายได้เรื่องที่ตนไม่มีความรู้ หรือไม่ได้เตรียมตัวมา ก็เป็นอันสอบตก ทางคณะแจ้งวันและเวลาในการสอบ ว่าเวลาสอบของผู้เขียนนั้นอยู่ในช่วงบ่าย ลำดับเกือบสุดท้าย ผู้เขียนตื่นแต่เช้า ทำใจสบายๆ และไปถึงห้องสอบก่อนเวลาถึง ๒ ชั่วโมง โดยเข้าไปนั่งรออยู่ในห้องที่ทางคณะได้จัดเตรียมไว้ให้ เพื่อนๆ แต่ละคนเดินเข้ามาหอมแก้มซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจก่อนสอบ ทุกคนแต่งกายด้วยชุดสวยหรู เพราะต้องการให้ตนดูดีที่สุด ซึ่งถือเป็นการสร้างความประทับใจให้กับคณะกรรมการสอบอย่างหนึ่ง ผู้เขียนได้รับซองคำถามที่ตนเองถนัดพอดี เรียกว่าฟ้าประทานโชคลาภมาให้ เมื่อไปถึงห้องสอบก็ยังตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย เนื่องจากห้องสอบนั้น เป็นห้องที่ใช้สำหรับการสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอก ปูพรมแดงตรงหน้าประตู กรรมการรายล้อมอยู่รอบตัวเรา ซึ่งนั่งตรงกลางห้อง ผู้เข้าสอบจะเปรียบเสมือน จำเลยที่กำลังถูกซักค้านโดยผู้พิพากษาอันทรงเกียรติไม่มีผิด ผู้เขียนให้กำลังใจตนเอง โดยคิดว่า กำลังแลกเปลี่ยนความรู้กับสายลับสุดหล่อ ๐๐๗ เจมส์ บอนด์ การสอบจึงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

เมื่อสอบเสร็จเพื่อนๆทุกคนไปเลี้ยงฉลองกันที่ร้านพิซซ่าใจกลางเมือง ผู้เขียนมอบของที่ระลึกให้เพื่อนๆ เพื่อนๆ จึงเลี้ยงพิซซ่าเป็นการแลกเปลี่ยน เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า

“เป็นไงครับชีวิตที่นี่โหดร้ายเกินไปสำหรับนักศึกษาต่างชาติอย่างคุณรึเปล่า” ผู้เขียนจึงตอบไปว่า “ถึงหนักแต่ก็ต้องอดทนเพราะมันเป็นชีวิตที่ฉันเลือกเอง” เพื่อนๆ หัวเราะชอบใจในคำตอบอันเด็ดเดี่ยวของผู้เขียน พวกเรารับประทานพิซซ่ากันอย่างสนุกสนาน ใช่ว่าสอบเสร็จทุกวิชาแล้ว พวกเราจะสบายใจ ยังเหลือการเขียนสารนิพนธ์ ที่จะต้องทำเพื่อสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร พวกเราทุกคนอดทน และต่อสู้เพื่ออนาคตของพวกเรา วันประกาศผลสอบผู้เขียน และเพื่อนๆไปรออยู่หน้าห้องประกาศผลสอบ ก่อนเวลาประกาศผลถึง ๑ ชั่วโมง ทุกคนมีสีหน้าที่ตื่นเต้น และวิตกกังวลกันอยู่ไม่น้อย เพื่อนชาวฝรั่งเศสถามผู้เขียนว่า “ถ้าผ่านแล้วเธอจะกลับบ้านเธอเลยเหรอ ไม่อยู่ทำปริญญาเอกต่อ ในประเทศเราเหรอ” ผู้เขียนตอบว่า “ไม่มีที่ไหนสุขใจเหมือนบ้านเรานะ ถึงผลการศึกษาที่โปรเฟสเซอร์จะประกาศในวันนี้มันสำคัญกับชีวิตของฉันมาก แต่ฉันทำใจไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ถ้าสอบตก ฉันก็คงจะต้องทำใจยอมรับสภาพกับมัน แล้วเรียนซ้ำใหม่ทั้งปีการศึกษา ซึ่งในหมู่นักศึกษาไทยรู้ว่าการเรียนซ้ำนั้นมันทรมานปานใด และเด็กต่างชาติกว่าครึ่งหนึ่งก็ต้องเรียนซ้ำเพราะความไม่คุ้นเคยกับระบบ แต่ถ้าโชคดีสอบผ่าน ได้รับปริญญาโทจากประเทศฝรั่งเศสไป ก็จะไปบรรจุรับราชการทันที เนื่องจากการสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท เป็นหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของสัญญาทุนที่ฉันเซ็นไว้ตั้งแต่ตอนรับทุนใหม่ๆ” และแล้วเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของพวกเราก็มาถึง อาจารย์ประกาศรายชื่อเฉพาะนักศึกษาที่สอบผ่าน เรียงตามลำดับตัวอักษร มีชื่อผู้เขียนอยู่ในนั้นด้วย ผู้เขียนและเพื่อนๆกอดคอดีใจกันน้ำตาไหล ก่อนกลับเมืองไทย เพื่อนๆร่ำลาผู้เขียนพร้อมกับพูดเป็นประโยคสุดท้ายว่า “ฝรั่งเศสยินดีต้อนรับคุณทุกเมื่อ พวกเราจะไม่ลืมคุณ ชาวเอเชียผู้น่ารัก” ทุกวันนี้เรื่องราวการผจญภัยของผู้เขียน และเพื่อนๆชาวฝรั่งเศสยังอยู่ในใจผู้เขียนเสมอมา

นางสาววรลักษณ์ สงวนแก้ว

นิติกร ๔ กลุ่มงานคณะกรรมาธิการการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา

อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลไทยที่สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย Nancy 2 ปีการศึกษา 2004-2005

DEA. de droit public science politique mention droit public interne