จากแวร์ซาย สู่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

Imprimer
2006-11-03 16:31:31

จากแวร์ซาย สู่เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ : เรื่องเล่าจากราชสำนักฝรั่งเศสยังดำเนินอยู่

(GIF)
Marie Antoinette

“ราชินีใจบาป” ภรรยาคบชู้สู่ชายหรือมารดาผู้เข้มแข็ง มารี อองตัวแน็ต สร้างความพรั่นพรึง ให้แก่ผู้คนมาทุกยุคทุกสมัย แต่ด้วยเหตุใดกันเล่า ประวัติศาสตร์ของเธอ จึงควรค่าแก่การวิเคราะห์อย่างยิ่ง...

แปลโดย นายชญา ภัทราชัย ( นทร. กต.) Master 1 ,Univ. Strasbourg III

วันที่ 16 ตุลาคม ค.ศ. 1793 ณ จัตุรัส Revolution ที่กรุงปารีส รู้จักกันในนามปัจจุบันว่า จัตุรัส Concorde หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่ง อายุ 37 ปี แต่ดูชราภาพก่อนวัยอย่างมาก เดินมุ่งหน้าสู่แท่นประหารกิโยติน เวลาเที่ยงสิบห้านาที ศีรษะของเธอก็กระเด็นออกจากบ่า ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของฝูงชน “แม่หม้าย Capet ตายแล้ว... ราชินีมารีอองตัวแน็ตจงเจริญ”

หญิงผู้นี้ได้กลายเป็นบุคคลหนึ่งที่สำคัญที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์โลก รู้จักกันโดยทั่วไปว่า เป็นเจ้าหญิงพระองค์เล็กแห่งออสเตรีย ผู้ซึ่งในปี ค.ศ. 1770 ขณะที่เธอมีอายุเพียง 14 ปี ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชาย หลุยส์ ออกัส หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ในอนาคต เด็กวัยรุ่นซึ่งไม่ประสีประสา พระชายาแห่งมกุฎราชกุมารฝรั่งเศส ผู้ทรงพระเยาว์ บอบบาง ฟุ่มเฟือย และปราศจากวุฒิภาวะ ได้ปั่นป่วนขนบแห่งแวร์ซาย เพื่อหลีกหนีจากความเบื่อหน่าย ท่ามกลางบรรดาชนชั้นอันมีอภิสิทธิ์ โดยมีพระรโหฐาน อยู่ที่พระที่นั่ง Petit Trianon. หลังจากนี้เองซึ่งมรสุมแห่งโชคชะตาได้เริ่มขึ้น นับตั้งแต่ คดีแห่งสร้อยคอ ใบปลิวต่อต้านราชสำนัก ข้อกล่าวหานับไม่ถ้วน ที่มีต่อ “นังผู้หญิงออสเตรีย...”

การถอดรหัสตามทฤษฎี ซิกมัน ฟรอยด์

ในปี 1789 มรสุมการเมืองเริ่มขี้นโดยไม่มีทีว่าจะหยุดลง การเปิดประชุมสภาฐานันดร การทำลายคุกบาสตีล์ ในเดือนตุลาคม สวรรค์แห่งราชสำนักแวร์ซายก็ล่มสลายลง เมื่อกษัตริย์ และพระราชินี โดนกักกันที่พระราชวังตุยเลอรี การหลบหนีของประมุขของประเทศ ที่เมืองวาแรนส์ พระเกศาของพระราชินี ซึ่งเปลี่ยนเป็นสีขาวภายในคืนเดียว ผลต่อเนื่องก็คือ การล่มสลายโดยสิ้นเชิง ของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 1793 และการกักขังพระราชวงศ์ที่ราชทัณฑสถาน Temple

(GIF)

ท้ายสุด ในช่วงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ ราชินีมารีอองตัวแน็ต ถูกลดฐานะเหลือเพียง “แม่หม้าย Capet” และถูกย้ายไปคุมขัง ณ La Concièrgerie การดำเนินคดีในชั้นศาลได้เริ่มขึ้นอย่างเร่งรัด ในวันที่ 3 ตุลาคม 1793 มารีอองตัวแน็ต ได้ถูกเบิกตัวต่อศาลแห่งคณะปฏิวัติ แม้ว่าคดีการตัดสินโทษประหารของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ยังเป็นการ ตัดสินคดีโดยเป็นธรรม แต่คดีของราชินี หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เอกสารข้อกล่าวหา มีการแต่งเติมอย่างรวดเร็ว และไม่สมบูรณ์ เพื่อทำให้ข้อกล่าวหาหนักแน่นขึ้น คณะปฏิวัติ ได้นำราชกุมาร โดยชอบธรรมแห่งฝรั่งเศส ให้กล่าวหาพระราชมารดาตนเอง ในชั้นศาลคณะปฏิวัติแห่งนี้ เด็กชายผู้หนึ่ง เป็นโจทก์กล่าวหามารดา และป้าของตน ในข้อหาถูกบุคคลทั้งสอง จับสำเร็จความใคร่และการเล่นกามารมณ์วิตถาร มารีอองตัวแน็ต ได้ตอบต่อข้อกล่าวหานี้อย่างมีศักดิ์ศรียิ่ง โดยกล่าวในนามของแม่ทุกคน และเรียกร้องความเห็นใจจากสตรีทุกคน เธอจึงรอดจากข้อกล่าวหานี้ไปได้

เธอถูกกล่าวหาในการเป็นกบฏคบคิดต่างชาติ ซึ่งเป็นความผิดชั้นร้ายแรง ในคำพิพากษานั้นได้ตัดสินว่า “มารีอองตัวแน็ต แม่หม้ายของหลุยส์ เป็นกบฏต่อคนฝรั่งเศส นับตั้งแต่วันแรกที่เธอได้มาสู่ผืนดินฝรั่งเศส”

การไต่สวนพยายานในข้อกล่าวหาต่างๆ มีความน่าเชื่อถือน้อยมาก มารีอองตัวแน็ตตอบต่อคณะผู้พิพากษาว่า “ข้าพเจ้าเป็นเพียงภรรยาของหลุยส์ ที่ 16 และได้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสนองต่อเจตนาของเขา” ผู้พิพากษาสูงสุด Fourquiller Tinville ได้ตัดสินโทษประหารแก่เธอ ในข้อหา “ศัตรูปฏิปักษ์ต่อประชาชาติฝรั่งเศส” ทนายทั้งสองของมารีอองตัวแน็ต Tronçon-Ducoudray และ Chauveau-Lagarde ยังมีอายุน้อย และขาดประสบการณ์ ขนาดที่ว่าพวกเขาไม่ทราบข้อมูลในเอกสาร ของข้อกล่าวหา

คำถามสี่ข้อได้ถูกตั้งแก่คณะลูกขุน 1. จริงหรือที่ปรากฏผลงานของสายลับ การคบคิด กับมหาอำนาจต่างชาติ และศัตรูภายนอกของสาธารณรัฐ ซึ่งผลงานสายลับดังกล่าว ได้ปรากฏออกมาในรูปของการช่วยเหลือทางด้านทรัพย์ การเข้าออกดินแดนฝรั่งเศส และการช่วยเหลือทางด้านกำลังทหาร หรือไม่ 2. มารีอองตัวแน็ตแห่งออสเตรีย ได้คบคิดกับการสายลับต่างชาติ หรือไม่ 3. จริงหรือที่มีการสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติ เพื่อบันดาลให้เกิด สงครามกลางเมืองภายในสาธารณรัฐ 4. มารีอองตัวแน็ตได้มีส่วมร่วมกับการสมรู้ร่วามคิดดังกล่าวหรือไม่

คณะลูกขุนตอบรับว่าคำถามสี่ข้อนี้มีมูลจริง และมารีอองตัวแน็ต โดนตัดสินในข้อหากบฏ

วันที่ 16 ตุลาคม เวลาประมาณสี่โมงเช้า มารีอองตัวแน็ตเขียนจดหมายถึง มาดามเอลิซาเบธ พี่สาวของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ความว่า “ข้าพเจ้าได้รับการกล่าวหาโทษประหาร แต่หาใช่การประหารอย่างอัปยศ เช่น โทษประหารของอาชญากรไม่ แต่เพื่อไปพบกับ พระเชษฐาของท่าน” เมื่อเวลาเที่ยง มารีอองตัวแน็ตปฏิเสธ ศีลเจิมล้างบาป โดยคณะพระสงฆ์ของคณะปฏิวัติ ภายหลังการประหาร ศพของเธอได้ถูกฝังที่ สุสานนักบุญมารีอามักดาเลนา จนกระทั่งถึงปี 1815 ศพของเธอจึงถูกย้ายไปสถิตสุสาน Saint Denis.

จากจดหมายฉบับหนึ่ง เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่า มารีอองตัวแน็ตหามิได้มีอิทธิพลทางการเมือง ต่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ตามข้อกล่าวหาไม่ เห็นได้จาก จดหมายที่เธอเขียนถึงเชษฐาของเธอที่ออสเตรีย ว่า “ข้าพเจ้าทราบเพียงแต่ว่า ในเรื่องการเมือง ข้าพเจ้าไม่มีทายาท ทางจิตวิญญาณต่อกษัตริย์แต่อย่างใด ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงพึงระวังในการปฏิบัติต่อคณะรัฐมนตรีทั้งหลาย ในเรื่องซึ่งพระราชา จะไม่สนับสนุนข้าพเจ้า โดยปราศจากความจองหอง และความโป้ปดทั้งปวง ข้าพเจ้าขอปล่อยให้เป็นไปตามความเชื่อของมวลชน ข้าพเจ้ามีความศรัทธา มากกว่าที่ข้าพเจ้ามีในความเป็นจริง แต่เพราะว่าคนไม่เชื่อในข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงมี ความศรัทธาน้อยลง”

แต่ตำนานของมารีอองตัวแน็ตยังจารึกอยู่ตลอดไป ตำนานแห่งราชินีผู้งดงาม และบอบบางราวกับฟองสบู่กลิ่นหอมหวล ความงามสง่า ความ “สดใสของการมีชีวิต” และ “รสนิยมแบบฝรั่งเศส” แห่งศตวรรษที่ 18 ราชินีใจง่ายและไร้สติ หรือแม้แต่แม่ผู้เข้มแข็ง เหยื่อ และการพลีชีพ บุคลิกภาพหลายมิติของมารีอองตัวแน็ต ได้กลายเป็นวัตถุในงานเขียน หรืองานศิลปะ ตลอดศตวรรษที่ 19 ด้วยเหตุผลทางการเมือง ประการแรก ขนมธรรมเนียมในระบอบสาธารณรัฐ ได้เน้นย้ำถึงราชินีผู้เลวทราม และผู้หญิงที่ชั่วช้า ซึ่งเป็นการให้ความชอบธรรมแก่โทษประหารของเธอ อีกประการหนึ่ง ขนบธรรมเนียมของฝ่ายนิยมกษัตริย์ ซึ่งเน้นย้ำบทบาทของมารีอองตัวแน็ต ในฐานะเหยื่อทางการเมือง

จนกระทั่งถึง ศตวรรษที่ 20 ชีวประวัติของมารีอองตัวแน็ต ได้ถูกศึกษาตามแนววิทยาศาตร์ และจิตวิเคราะห์ โดยนักเขียนหลายท่าน อาทิเช่น การพลัดพรากจากบ้านเกิด การศึกษาด้านความล้มเหลวในชีวิตสมรส ในช่วงแรกของมารีอองตัวแน็ต และหลุยส์ที่ 16 ความกดดันจากความต้องการทางเพศ ออกมาในรูปของผู้นำแฟชั่น และอำนาจทางศิลปะเหนือชนชั้นสูงของแวร์ซาย ดังนี้ มารีอองตัวแน็ต จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของผู้หญิงสมัยใหม่ เป็นตัวละครในนิยาย หรือภาพยนตร์ หลายเรื่อง

แต่ที่น่าสนใจก็คือ ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสได้เข้าสู่จุดรุ่งเรืองอีกครั้ง ในฤดูใบไม้ผลิปี 2006 ด้วยภาพยนต์ของผู้กำกับสาว Sophia Coppola หนึ่งในภาพยนตร์อันน่าจับตามองในเทศกาลหนังเมืองคานส์ หนังสือเกี่ยวกับมารีอองตัวแน็ต มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างทันตา น้ำหอมในชื่อของเธอ ก็จะผลิตออกจำหน่ายในเร็วๆนี้ และ พระราชวังแวร์ซาย ได้จัดการเข้าชมตามรอยราชินีมารีอองตัวแน็ต

เหตุใด มารีอองตัวแน็ตจึงยังมีอิทธิพลต่อบุคคลในยุคโลกาภิวัตน์ คำตอบที่เป็นไปได้ ควรได้รับการค้นหาจากบุคลิกภาพ ของความเป็นคนออสเตรียของเธอ ซึ่งเป็นที่มาแห่งปรากฏการณ์

ไอคอนแห่งสตรีเพศ ?

Simon Bertière นักอักษรศาสตร์ และนักเขียนชื่อดัง ได้กล่าวว่า มารีอองตัวแน็ต เป็นปูชนียบุคคลที่อยู่เหนือช่วงเวลา ด้วยความหัวสมัยใหม ่ของเธอ

หลังจากกลายเป็นราชินีฝรั่งเศสเมื่อปี 1774 ขณะที่มีอายุ 18 ปี มารีอองตัวแน็ต ได้ตัดขาดต่อขนบธรรมเนียม ตามแบบราชินีโบราณ ที่ต้องเป็นสัญลักษณ์แห่งความดีของสตรีเพศ กล่าวคือ เป็นพระชายาที่ดี เป็นพระมารดาที่ดี และ เป็นคาทอลิกที่ดี มารีอองตัวแน็ต เป็นทุกสิ่งที่ตรงกันข้าม เธอเป็นราชินีที่อยากมีชีวิตอยู่ เพื่อตัวของเธอเอง เป็นผู้หญิงที่ใผ่หาอิสรภาพและเสรีภาพ เธอมีความกระหายถึง ความสุขอย่างแรงกล้า ความเป็นส่วนตัว และชีวิตกับสหายสนิทซึ่งมาก่อน ภาระหน้าที่ของราชินี แรงผลักดันมาจากความล้มเหลวในชีวิตคู่ เธอไม่ได้มีอะไรที่คล้ายคลึงหลุยส์ 16 เลยแม้แต่น้อย ชีวิตสมรสของทั้งสองเป็นความล้มเหลวอันเจ็บปวด เพราะ การแต่งงานไม่ได้รับการตอบสนองเป็นเวลาถึงสามปี เนื่องมาจากปัญหาสมรรถภาพทางเพศของหลุยส์ 16 ในชีวิตวัยรุ่นของเธอ จึงเป็นหญิงสาวที่ต้องการเป็นตัวของตนเอง โหยหาธรรมชาติ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นหญิงสาวที่มีความมั่นคงทางจิตใจ เป็นมนุษย์ที่จิตวิญญาณแรงกล้า ทำให้เธอถูกวิเคราะห์ว่าเป็นผู้ศรัทธาใน Jean Jacques Rousseau เป็นผู้หญิงของศตวรรษแห่งปัญญา ที่มาก่อนศตวรรษแห่งโรแมนติกที่ 19

ความล้ำสมัยของมารีอองตัวแน็ต แสดงออกมาในหลายมุมมองด้วยกัน เธอได้จำกัดจำนวนการตั้งครรภ์ด้วยความตั้งใจของเธอเอง เพื่อรักษารูปร่าง และการรักษาความอ่อนเยาว์ สิ่งนี้เป็นเรื่องฉาวโฉ่ของราชสำนักแวร์ซายในยุคนั้น เธอมีกุลบุตรกุลธิดาสี่คน แต่มีชีวิตรอดเพียงสองคน เธอเป็นราชินีที่ต้องการอบรมบุตรด้วยตนเอง

การก่อสร้างพระตำหนักตริอานงน้อยเพื่อเป็นที่รโหฐานนั้น มารีอองตัวแน็ต เจตนาหลบหลีกจากความวุ่นวายในสังคมแวร์ซาย อันเป็นสังคมในช่วงศิลปะรอคโคโค หรูหราฟู่ฟาทุกประการ ในฐานะราชินีผู้มีอำนาจมากที่สุดในยุโรป มารีอองตัวแน็ต ได้เป็นผู้นำแฟชั่นของยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 แต่แล้วเธอก็เกิดเบื่อกับสังคมจอมปลอมวัตถุนิยม การก่อสร้างพระตำหนักตริอานงน้อย และหมู่บ้านชาวนา ในปี 1780 เป็นการเริ่มแนวคิดของยุคศิลปะโรแมนติกของศตวรรษถัดไป เป็นการกลับสู่ธรรมชาติ ตามทฤษทีของรุซโซ “สภาพทางธรรมชาติเริ่มแรกของมนุษย์” (Etat naturel de l’homme) ที่เด่นชัดที่สุด ในมุมมองของผู้หญิงที่มีอิสระ ก็คือเธอยอมรับความเสน่หาที่เธอมีต่อ เคานท์ Fersen แห่งสวีเดน และไม่เคยที่จะหลบซ่อนสิ่งนั้น จากชีวิตสมรสของเธอ แม้ว่าในช่วงเวลาสุดท้ายก่อนจบชีวิต เธอได้เข้าใกล้ชิดพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อีกครั้ง เพื่อใช้ชีวิตคู่ในการคุมขังในช่วงการปฏิวัติฝรั่งเศส

ดังนี้ มารีอองตัวแน็ตจึงกลายเป็นบุคคลที่อยู่เหนือกาลเวลา Chantal Thomas นักเขียนรางวัล Femina ประจำปี 2002 จากนวนิยายชื่อดัง “คำสารภาพของพระราชินี” (The Queen’s confession) ได้กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้มารีอองตัวแน็ตอยู่เหนือกาลเวลา คือ ความรู้สึกของคนฝรั่งเศส ในยุคหลังที่อยากจะแก้ไขโศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ของชาติ มารีอองตัวแน็ต เป็นราชินีผู้มีความซับซ้อน ในยุคสมัยที่ซับซ้อน วุ่นวายมากทางการเมือง

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2006 นี้ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชม ที่ดินในส่วนของมารีอองตัวแน็ต เป็นการเข้าชม ซึ่งเจาะลึกสถานที่สำคัญในโลกของมารีอองตัวแน็ต นับตั้งแต่พระที่นั่งตริอานงน้อย จนถึงหมู่บ้านชาวนา นักท่องเที่ยว สามารถเข้าชมสถานที่ซึ่งถูกปิดมาโดยตลอด ซึ่งจะเปิดต่อสาธารณชน ซึ่งได้แก่

-   ชั้นสองของพระตำหนักตริอานงน้อย
-   โรงละครของราชินี ซึ่งเพิ่งได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมรายละเอียด
-   สวนอังกฤษ
-   วิหารแห่งความรัก
-   โรงรีดนมในหมู่บ้านชาวนา

ประธานแห่งสถาบันสาธารณะ Christine Albanel (Présidente de l’établissement public) กล่าวว่า การเปิดแวร์ซายในครั้งนี้ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐบาล ที่จะพัฒนาให้แวร์ซายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น คริสติน กล่าวว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาชมแวร์ซาย เพื่อดูผลงานของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 สุริยะกษัตริย์ แต่ทั้งนี้แวร์ซายก็มีอิทธิพลจากสตรีเพศเช่นกัน ซึ่งเป็นผลงานก่อสร้างมาตั้งแต่ในปลายศตวรรษที่ 18 ที่ล้ำยุคศิลปกรรมจากรอคโคโค มาสู่ยุคโรแมนติกในศตวรรษที่ 19

มารีอองตัวเนตที่ปลายจมูก

กลิ่นหอมรัญจวลแบบมารีอองตัวแน็ต เป็นแนวคิดของ Francis Kurkdijian (คล้ายแนวคิดแป้งหอมกลิ่นมาดามหอมชื่นใจ ของไทย) ที่ได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับเครื่องหอมประทินผิวในแวร์ซาย ซึ่งน้ำหอมดังกล่าว จะวางขายในเดือนกรกฎาคมนี้เช่นกัน มีจำกัดเพียง 1000 ขวดเท่านั้น รายได้สมทบทุนการบูรณะพระราชวังแวร์ซาย น้ำหอมมารีอองตัวแน็ต มีส่วนผสมของดอกกุหลาบ ดอกไอริส แจสมิน และดอกส้ม

ภาคผนวก คดีสร้อยคอที่หายไป : การต้มตุ๋น หรือความทะเยอทะยานแห่งสังฆราชเมืองสตราสบูร์ก

คดีสร้อยคอที่หายไป เป็นคดีที่ฉาวโฉ่ที่สุดคดีหนึ่งในช่วงปลายราชวงศ์ฝรั่งเศส เมื่อปี 1785 คดีนี้เป็นคดีอาญาเรื่องการฉ้อฉลหลอกลวง ซึ่งเหยื่อในคดีนี้ก็คือ พระคาร์ดินาลโรฮันแห่งเมืองสตราสบูร์ก และราชินีมารีอองตัวแน็ต โดยมีตัวการต้มตุ๋น คือ Jeanna de Valois ผู้กล่าวอ้างตนเองว่าเป็น เคาน์เตส เดอ ลา ม็อต บุคคล ผู้นี้ได้อาศัยพื้นที่ที่กว้างขวางของแวร์ซาย ซึ่งเปิดสู่สาธารณชน เพื่อเข้าใกล้ชิดราชสำนัก เธอได้หลอกลวงสังฆราชโรฮันว่า เธอเป็นพระสหายสนิทของมารีอองตัวแน็ต เธอมีผู้สมรู้ร่วมคิดในคดีนี้ คือ Marx Réteux de la Villette ชายผู้ซึ่งได้ทำจดหมายปลอม และปลอมลายเซ็น ของมารีอองตัวแน็ตแบบผิดๆ

ด้านประวัติของพระคาร์ดินาลโรฮันนั้น ท่านมีนามเต็มว่า Louis René Édouard, เจ้าชายแห่งราชวงศ์ Rohan เป็นสังฆราชปกครองเมืองสตราสบูร์ก ระหว่างปี 1734-1803 เมื่อปี 1761 ท่านได้รับแต่งตั้ง เป็นสมาชิกราชบัณทิตยสภาฝรั่งเศส (Académie Française) ขณะที่มีอายุเพียง 27 ปี เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยซอร์บอน ในปี 1772 ได้รับตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำกรุงเวียนนา แต่ด้วยข่าวฉาวโฉ่ เรื่องการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย และการไม่เอาการเอางาน จักรพรรดินีมารีเทเรซซา แห่งออสเตรีย จึงปลดตำแหน่ง และส่งตัวสังฆราชโรฮันกลับสู่ฝรั่งเศส สังฆราชโรฮันจึงหันไปสู่ชีวิตหรูหราที่แวร์ซาย ในตำแหน่งพระเจ้าพนักงานราชพิธี

เหตุนี้เองราชินีมารีอองตัวแน็ตจึงเย็นชากับสังฆราชโรฮัน เคาน์แตสจอมปลอมเดอลาม็อตได้หลอกสังฆราชโรฮันว่า หากนำเงิน 60000 ลิฟ มาให้ตนจะสามารถช่วยให้สังฆราชได้ความชอบจากพระราชินี สังฆราชได้มีจดหมายถึงพระราชินี ผ่านทางเคาน์แตสจอมปลอมเดอลาม็อตหลายฉบับด้วยเนื้อหาเชิงรักใคร่ ลอม็อต ได้หลอกลวงให้หนึ่งในโสเภณีประจำวังหลวง นามว่า Nicole Leguay ปลอมตัวเป็นราชินีมารีอองตัวแน็ต เพื่อมาลบลอบพบกับสังฆราชโรฮัน

วันที่ 11 สิงหาคม 1785 พระคาร์ดินาลได้ตอบตกลงนัดหมายในครั้งนี้ ที่สวนหย่อมแห่งวีนัส ในแวร์ซาย โสเภณีนิโคล เลอเก้ ได้ต้อนรับสังฆราชด้วยดอกกุหลาบสีชมพู และกล่าวว่า “ท่านคงทราบว่าสิ่งนี้มีนัยยะว่าอย่างไร” ทันใดนั้น เดอลาม็อตก็ปรากฏตัวขึ้น และพาราชินีตัวปลอมหลบหนีไป ในวันรุ่งขึ้น สังฆราชโรฮัน ยังได้รับจดหมายจากพระราชินี ซึ่งแสดงความเสียใจของระยะเวลาอันสั้นในการพบกัน

ด้วยรู้ว่า พระราชินีมีพระราชหฤทัยในเครื่องเพชร เคาน์เตสจอมปลอมเดอลาม็อต ประสบความสำเร็จ หลอกเอาเงินจากสังฆราชได้ถึง 1.6 ล้านลิฟ

อันที่จริงก่อนหน้านั้น ช่างเครื่องเพชรหลวง Charles Bohemer ได้ออกแบบสร้อยคอ ประดับประดาด้วยเพชร 540 เม็ด เพื่อเป็นกำนัลแก่ มาดาม ดู บารี่ สนมเอกของพระเจ้าหลุยส์ที่ 15 แต่พระองค์ได้ระงับ การประดิษฐ์สร้อยคอเส้นนี้ และด้วยเหตุว่า ไม่มีราชสำนักใดในยุโรป ต้องการสร้อยคอที่มีราคาแพงเช่นนี้ ช่างเพชรหลวงได้ทูลเกล้าฯสร้อยเพชรเส้นนี้ ต่อมารีอองตัวแน็ตและหลุยส์ที่ 16 แต่ก็ถูกปฏิเสธ ช่างเพชรหลวงชาร์ล จึงไม่สามารถหาลูกค้าแก่ผลงานชิ้นนี้ได้ ประกอบกับ เขาเกิดมีปัญหาการเงินเสี่ยงต่อการล้มละลาย ในวันที่ 28 ธันวาคม 1784 เคาน์เตสจอมปลอม จึงได้ติดต่อกับช่างเพชรคนนี้ มีจดหมายหลอกลวงมาถึงสังฆราชโรฮันว่า พระราชินีไม่สามารถซื้อสร้อยคอเส้นนี้ได้อย่างเปิดเผย จึงต้องติดต่อสังฆราชผ่านทาง มาดาม เดอลาม็อต ให้ดำเนินการซื้อสร้อยคอ แล้วราชินีจะทรงชำระด้วยเงินผ่อน 4 งวด งวดละ 400000 ลิฟ จดหมายดังกล่าวมอบอำนาจเต็มให้แก่สังฆราชในธุระนี้ มาดามเดอลอม็อต ได้ต้มตุ๋นสำนักราชเลขา ให้บันทึกการซื้อครั้งนี้ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 1785 สังฆราชโรฮันจึงได้ซื้อสร้อยคอล้ำค่าดังกล่าว จากช่างเพชรหลวงชาร์ล ในการเจรจาซื้อครั้งนี้ มาดามลาม็อตได้จัดเงินใต้โต๊ะให้แก่ช่างเพชรหลวงด้วย

ในระหว่างที่สังฆราชรอการชำระเงินจากมารีอองตัวแน็ต บรรดาพวกต้มตุ๋นก็ได้นำสร้อยคอไปขายต่อ แต่ด้วยมูลค่าที่สูงมากของสร้อยคอ บรรดาพ่อค้าเพชรชาวยิวจึงได้จับตัวผู้ขายไว้ แต่เนื่องจากไม่มีการแจ้งความถึงการโจรกรรม เครือ่งเพชรที่มีมูลค่าสูงขนาดนี้ พวกผู้ขายจึงถูกปล่อยตัว และสร้อยคอก็โดนขายทอดตลาดไปสู่ลอนดอน มาดามเดอลาม็อตได้หลอกลวงช่างเพชรหลวงว่า เหตุที่พระราชินีไม่เคยสวมสร้อยเพชรนี้เลย เป็นเพราะว่าพระองค์ได้ขายสร้อยนั้นให้แก่สนมของสุลต่านไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เคาน์แตสจอมปลอมผู้นี้ ได้บอกให้พระคาร์นาลโรฮันให้หาผู้ให้ยืมเงิน เพื่อช่วยชำระเงินให้พระราชินี หนึ่งในบรรดาผู้ปล่อยกู้ คือนายธนาคาร ซึ่งได้การันตีเงินจำนวนนี้ไว้ นายธนาคารผู้นี้ได้ติดต่อไปยังมารีอองตัวแน็ต ซึ่งค้นพบหนี้จำนวนนี้โดยประหลาดใจ เรื่องราวจึงถูกส่งต่อไปยังรัฐมนตรีกระทรวงวัง ซึ่งเป็นอริของสังฆราชโรฮัน มาดามเดอลาม็อตเริ่มรับรู้ถึงความเคลือบแคลงของราชสำนัก ได้ชำระเงินงวดแรกให้แก่สังฆราชเป็นจำนวน 30 000 ลิฟ พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ได้รับแจ้งถึงเรื่องดังกล่าววันที่ 14 ในวันที่ 15 สิงหาคม ในพิธีฉลองวันอัสสัมชัญ สังฆราชโรฮัน ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานราชพิธี ได้ถูกจับกุมในพีธี และโดนคุมขังที่คุกบาสตีย์ เคาน์แตสจอมปลอมก็ถูกจับกุมด้วยเช่นกัน ส่วนสามีของเธอหลบหนีไปลอนดอน พระเจ้าหลุยส์ที่ 16 ให้สิทธิ์แก่คาร์ดินาลโรฮันในการดำเนินคดี โดยให้เลือกระหว่างการตัดสินโดยราชศาล หรือ รัฐสภา โรฮัน เลือกการไต่สวนคดีโดยรัฐสภา

วันที่ 22 พฤษภาคม 1786 คดีสร้อยคอนี้ก็ได้นำขึ้นตัดสินต่อรัฐสภากรุงปารีส โสเภณีนิโกล และสังฆราชโรฮันถูกตัดสินไม่มีความผิด ส่วนเคาน์แตสจอมปลอม เดอลาม็อต ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิต แต่ราชินีมารีอองตัวแน็ต ยังทรงเคืองพระทัยพระคาร์ดินาลโรฮัน และได้ขอพระราชานุญาต ปลดคาร์ดินาลโรฮันออกจากตำแหน่งเจ้าพนักงานราชพิธี และไล่ไปอยู่ในวัดป่าห่างไกลในแคว้น Auvergne จนกระทั่งถึงปี 1788 สังฆราชโรฮันจึงได้รับพระราชานุญาตให้กลับสู่แคว้นอัลซาส

คดีสร้อยคอนี้ ทำให้มารีอองตัวแน็ตเสียประชานิยมไปอย่างมาก ซึ่งพระนางก็ได้ถูกกล่าวหาว่า เป็นสาเหตุแห่งปัญหาการเงินของประเทศ จากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ส่วนสังฆราชโรฮันนั้น เมื่อคราวปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี 1789 ก็ได้เข้าร่วมในสภาฐานันดร และได้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แต่ภายหลังการล่มสลายของราชวงศ์ฝรั่งเศส สังฆราชโรฮัน ซึ่งมีเชื้อสายเจ้าทางเมืองสตราสบูร์ก จึงถูกเนรเทศไปอยู่ในอารามเล็กๆ ในประเทศเยอรมนี ภายหลังเมื่อมีการลงนามในสนธิสัญญา Concordat เมื่อปี 1801 สังฆราชจึงได้กลับมาพำนักที่พระราชวังโรฮัน ในเมืองสตราสบูร์ก จนสิ้นชีพเมื่อปี 1803