พิพิธภัณฑ์อัลซาส : ชญา ภัทราชัย

Imprimer
2008-03-04 11:58:47

พิพิธภัณฑ์อัลซาส : ศตวรรษแห่งความทรงจำ

(JPG)

ในโอกาสวันครบรอบหนึ่งศตวรรษของพิพิธภัณฑ์อัลซาส ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1907 พิพิธภัณฑ์แห่งเมืองสตราสบูร์ก ได้จัดงานเฉลิมฉลองวาระสำคัญครั้งนี้ ด้วยนิทรรศการการย้อนห้วงเวลากลับไปสู่อดีตครั้งก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ระหว่างปี 1900 และ 1917 ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดง รากเหง้าของชาวเมืองสตราสบูร์ก และชาวแคว้นอัลซาส

พิพิธภัณฑ์อัลซาส เป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแสดงวิถีชีวิต และ ขนบธรรมเนียมประเพณีของแคว้นอัลซาส ดินแดน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกสุด ของฝรั่งเศส ภูมิประเทศของแคว้นนี้เป็นที่ราบหุบเขาแม่น้ำไรน์ ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเทือกเขาวอสจ์ในเขตแดนฝรั่งเศส และ เทือกเขาป่าดำ ในเขตแดนเยอรมนี แคว้นนี้ยังคงรักษาไว ้ซึ่งเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม อันมีลักษณะโดดเด่นเฉพาะตัว เพราะอัลซาสเป็นสี่แยกทางวัฒนธรรม มีการสั่งสมวิวัฒนาการมาตั้งแต่อารยธรรมเซลติก จนถึงอารยธรรมโรมัน และผสมผสานกับวัฒนธรรมเยอรมัน และ ฝรั่งเศส ซึ่แสดงออกมาในรูปของวิถีชีวิตชาวอัลซาส พิพิธภัณฑ์แห่งนี ้จะนำพาผู้เข้าชมไปสู่เสน่ห์ของเคหะสถานโบราณ ซึ่งประดับตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ และบันไดไม้เลอค่า พร้อม เครื่องเรือน อันแสดงให้เห็นถึง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนอัลซาสในชนบท ได้แก่ เครื่องแต่งกาย เครื่องเรือน เครื่องถ้วยชาม ของเล่น หรือแม้แต่ศาสนวัตถุ นอกจากนี้ การออกแบบภายในพิพิธภัณฑ์ ยังชี้ให้เห็นถึง วิถีชีวิตในสังคมเกษตรกรรมของชาวไร่องุ่น และ เครื่องมือเครื่องใช้ทางหัตถกรรม และ อุตสาหกรรมในครัวเรือน

ประวัติการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์

(JPG)

ย้อนกลับไปเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ฝรั่งเศสแพ้สงครามเยอรมนีเมื่อปี 1870 เมืองสตราสบูร์กถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสาธารณรัฐเยอรมนี ในฐานะเมืองหลวงของแคว้นอัลซาสเยอรมัน Reichland Elsass-Lothringen หลังจากการถูกผนวกในครั้งนั้น เยอรมนีได้มีนโยบายการครอบงำอัลซาสครั้งใหญ่ ด้วยอารยธรรมเยอรมัน (germanisation)ทั้งทางด้านระบบการศึกษา และวัฒนธรรม เพื่อแสดงให้เห็นว่าแคว้นอัลซาสเป็นดินแดนของเยอรมัน แต่ทว่าผลกระทบที่ตามมา ได้เกิดกระแสการเคลื่อนไหว ต่อต้านการครอบงำทางวัฒนธรรมเยอรมัน จากบรรดานักคิด และนักเขียนจำนวนมาก สิ่งตีพิมพ์ของพวกเขา ได้จุดประกายให้ชาวอัลซาส ตระหนักถึงความมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม และความคิดในการก่อตั้ง “พิพิธภัณฑ์ชาติพั นธุ์ อัลซาส” ( musée ethographique alsacien) ก็ได้เกิดขึ้นในปี 1902 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออนุรักษ์สักขีพยานจากอดีต อันได้แก่ศิลปวัตถุต่างๆอันทรงคุณค่าไว้ให้แก่คนรุ่นใหม่ในอนาคตสืบไป

ความคิดดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้ง “บริษัทพิพิธภัณท์อัลซาส เอกชน จำกัด” ซึ่ง หุ้นส่วนร่วมลงทุนได้นำศิลปวัตถุมากมายมาบริจาคแก่ทางพิพิธภัณท์ โครงการดังกล่าว ได้รับการปรับปรุงชื่อเสียงเรียงนามใหม่ว่า “พิพิธภัณท์อัลซาส” คอลเลคชันต่างๆได้ถูกนำมาจัดแสดงไว้ในคฤหาสน์พื้นเมืองยุคเรอเนสซองส์หลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 23 ถนนเลียบแม่น้ำลีล คฤหาสน์หลังนี้เป็นเรือนไม้ขนาดใหญ่สูงสามชั้น ด้านหน้าจะมีลักษณะติดต่อกับเรือนแถวริมแม่น้ำลีล แต่เมื่อเดินผ่านทางเข้ามาสู่บริเวณคฤหาสน์นี้ ก็จะพบลานบ้านอยู่ใจกลางตัวอาคาร เมื่อมองขึ้นไปจากลานนี้จะเห็นระเบียงบันไดไม้ลดลั่นกัน พิพิธภัณท์แห่งนี้ ก็ได้เปิดประตูต้อนรับสาธารณชนในเดือนพฤษภาคม ปี 1907 สุดยอดแห่งศิลปะวัตถุของอัลซาสได้ถูกนำมาจัดแสดง และ เฉลิมฉลองโดยพิพิธภัณฑ์ซึ่งรวบรวมผลงานของสุดยอดศิลปินในภูมิภาคนี้ พิธีการเปิดได้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ โดยการเดินขบวนของสตรีชาวอัลซาส ในชุดประจำแคว้น ภายในพิพิธภัณฑ์ถูกประดับประดาไปด้วยธงชาติฝรั่งเศสปี 1793 และ บรรดาหุ้นส่วนผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ต่างมาร่วมงานในชุดทหาร ในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส พิธีดังกล่าวได้ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยทางการเยอรมัน

หนึ่งถัดมาในปี 1908 รัฐบาลเยอรมันได้บัญญัติกฏหมายห้ามตกแต่งเคหสถานด้วยธง และสัญลักษณ์ของฝรั่งเศส พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้ถูกประมูลขายทอดตลาด ทั้งตัวอาคารไม้โบราณ และ คอลเลคชั่นต่างๆ แต่โชคดีที่ทางเทศบาลนครสตราสบูร์ก ได้ซื้อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เอาไว้ ดำเนินการชดใช้หุ้นส่วนให้แก่ผู้ถือหุ้น และ ผนวกพิพิธภัณฑ์นี้ไว ้เป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์แห่งสตราสบูร์ก โดยแต่งตั้งเมอซิเออร์ Adolphe Riff เป็นหัวหน้าผู้ดูแลรักษาพิพิธภัณฑ์อัลซาส ด้วยเหตุที่ได้ถูกจัดตั้งมาจนจวบศตวรรษแล้ว พิพิธภัณฑ์อัลซาส ได้เก็บรวบรวมโบราณวัตถุอันสวยงามไว้มากมาย และ ถูกเก็บรักษาในสภาพที่ดีเยี่ยม แสดงให้เห็นว่า แคว้นอัลซาสมีความเป็นเอกภาพทางวัฒนธรรม อันแสดงถึง รอยต่อของสังคมชนบทในยุโรป กับยุคแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเกิดขึ้นค่อนข้างช้าในแคว้นอัลซาสนี้ เนื่องด้วยระยะทางที่ไกลทะเลนั่นเอง

(JPG) (JPG)

ผลงานคอลเลคชั่นส่วนใหญ่ของพิพิธภัณฑ์ ได้รับการบริจาคมาจากผู้ดีชาวอัลซาสชั้นสูง (haute bourgeoisie) ผู้ก่อตั้งในยุคแรก ถึงขนาดตระเวณไปตามหมู่บ้านต่างๆ เพื่อกว้านซื้อหัตถกรรมพื้นเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุดพื้นเมืองซึ่งตัดเย็บด้วยมือ แต่ทว่า ศิลปหัตถกรรรมซึ่งรวบรวมได้ในระหว่างปี 1902-1917 ซึ่งเป็นช่วงที่พิพิธภัณฑ์ยังเป็นของเอกชน จึงไม่ได้มี การจดทะเบียนโบราณวัตถุเหล่านั้นไว้ หลายชิ้นได้สูญหายไปบ้าง

คอลเลคชั่นส่วนใหญ่ที่จัดแสดงอยู่ในปัจจุบันนี้ มีอายุในระหว่างช่วงปี 1750 ถึง 1850 ซึ่งถือว่าเป็น “ยุคทองของโลกในสังคมชนบท และ ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของแคว้นอัลซาส” หัวข้อในการจัดแสดงจึงถูกถ่ายทอดออกมา ในสองหัวข้อหลัก นับตั้งแต่การก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในยุคแรก คือ วิถีชีวิตชาวนา และความเชื่อท้องถิ่น ซึ่งได้ถูกนำเสนอให้เกี่ยงโยงสอดคล้องกับชีวิตในครัวเรือน จนกระทั่งเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ทางพิพิธภัณฑ์จึงได้เพิ่มหัวข้อเกี่ยวกับ กิจกรรมการผลิต เครื่องจักรกลการเกษตร การผลิตทางการเกษตรเพื่อแปรรูป และหัตถอุตสาหกรรมในครัวเรือน

ห้องแสดงมากมายหลายห้องได้ถูกสร้าง และ ตกแต่งตามแบบบ้านในชนบท ซึ่งยังคงยึดมั่นและรักษารูปแบบสถาปัตยกรรมไว้ได้อย่างดีเยี่ยม อาทิ ห้องชาวนา ( la Stube) ซึ่งเทียบได้กับเรือนชานของไทย ซึ่งเป็นห้องที่ชาวชนบท ประกอบกิจกรรมในครัวเรือนหลายอย่างด้วยกัน นับได้ว่าเป็นห้องที่มีรูปแบบเฉพาะ โดดเด่นตามแบบอัลซาสอย่างแท้จริง ส่วนห้องอื่นๆ บางห้องก็ก่อสร้างขึ้นตามจินตนาการ เช่น ห้องครัว ห้องผสมยา ห้องเล่นแร่แปรธาตุ

พิพิธภัณฑ์อัลซาสแห่งนี้ จึงนำเสนอวิถีชีวิตอันมีเสน่ห์ ให้แก่ผู้เข้าชม ผ่านทางคฤหาสน์เรือนไม้เก่าแก่ล้ำเลอค่าคู่เมืองสตราสบูร์ก ซึ่งถูกเชื่อมด้วยบันไดไม้โบราณ กับปีกอาคารถึงสองปีก ผู้ชมจะต้องเดินวนไปในพิพิธภัณฑ์ ราวกับเดินอยู่ในคฤหาสน์ ซึ่งเพิ่งจะปราศจากผู้อยู่อาศัย ฝีเท้าสัมผัสกับพื้นไม้จนมีเสียงร้องเอี๊ยดอ๊าด เฟอร์นิเจอร์เครื่องเรือนไม้เงาวับ ช่วยเพิ่มบรรยากาศอันอบอุ่นคุ้นเคยในครัวเรือน ซึ่งแตกต่างกับวิถีชีวิตในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ควรชม

(JPG) ห้องปรุงยา (Alchimie)

ศิลปะวัตถุส่วนใหญ่แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตชาวนาอัลซาส อาทิเช่น ฝาเรือนไม้โบราณ จากหมู่บ้าน Issenhausen ปี 1789 สร้างขึ้นจากไม้สนจากเทือกเขาวอสจ์ บ้านอัลซาสประกอบไปด้วยโครงเรือนที่สร้างด้วยไม้ และฝาเรือนที่ทำจากดินเหนียว ตัวไม้จะทำขึ้นเป็นทรวดทรงต่างๆ ทั้งแนวตั้ง แนวนอน วัสดุในการก่อสร้างทั้งหมดเป็นสิ่งที่พบได้ในท้องถิ่น บ้านอัลซาสนับเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น ลวดลายบนไม้นิยมตกแต่งด้วยรูปดอกทิวลิป หรือนกกระสาคู่ นอกจากนี้ ยังนิยมจารึกถ้อยคำภาวนา ฝากบ้านฝากเรือนแก่พระผู้เป็นเจ้า เทวดา หรือนักบุญต่างๆ หรือเป็นถ้อยคำปลุกใจให้ชาวนาขยันหมั่นเพียร ภาษาที่จารึกลงบนฝาเรือนนิยมภาษาอัลซาส ซึ่งเป็นภาษาถิ่นแขนงหนี่งของภาษาเยอรมัน ภาษาฝรั่งเศส ถูกใช้ก็เมื่อหลังปี ค.ศ. 1648 เท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี 1918 อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าภาษาฝรั่งเศสมิได้มีบทบาทต่อภูมิปัญญาท้องถิ่นอัลซาสเท่าใดนัก

ห้องชาวนา หรือ la Stube จากหมู่บ้าน Wintzenheim ค.ศ. 1810 เป็นห้องเอนกประสงค์ที่ใช้ทำกิจกรรมร่วมกัน เทียบได้กับ ชานเรือนของบ้านไทยนั่นเอง ห้องนี้สร้างขึ้นจากไม้ทั้งหมด เตียงของเจ้าของบ้านจะตั้งอยู่ในห้องนี้ รวมถึงเปลเด็ก และเตาประกอบอาหารด้วยเพื่อให้ได้รับไออุ่นในฤดูหนาว ในช่วงฤดูหนาวสมาชิกครอบครัวทั้งหมดจะพำนักรวมกันในห้องชาวนานี้ และแบ่งงานกันทำคนละอย่าง โดยเฉพาะ ผู้หญิงจะทำงานจักสาน หรือทอผ้า

ในแคว้นอัลซาสมีธรรมเนียมที่ว่า ทุกคนในครอบครัวรวมทั้งคนรับใช้ จะรับประทานอาหารร่วมกันในห้องชาวนานี้ แม้ว่าผู้หญิงจะต้องลุกจากเก้าอี้เพื่อไปตักอาหารมาเสิร์ฟ แต่พวกเธอก็ยังมีสิทธิ์นั่งร่วมรับประทานอาหารกับผู้ชาย ผู้ชายจะนั่งอยู่บนเก้าอี้ในมุมซึ่งอยู่ติดกับผนัง หัวหน้าครอบครัวจะนั่งติดกับหน้าต่างเสมอ

นอกจากนี้แล้ว ศิลปะวัตถุในพิพิธภัณฑ์ยังแสดงให้เห็นถึงชีวิตครอบครัวในอดีต ภาพพิมพ์จากปฏิทินปี 1895 รูปสตรีชาวอัลซาสอบขนมเค้ก kougelhopf ภาพบนปฏิทิน มักเป็นรูปคำโฆษณาซึ่งตรงกับบรรยากาศของยุคสมัยหนึ่งๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 มีกระแสสร้างจิตสำนึกในคุณค่าของวัฒนธรรม อัลซาส ภาพตรงกลางแสดงถึงสตรีอัลซาสในชุดพื้นเมือง ถือขนมเค้กคูเกลฮอฟ รายล้อมด้วยเด็กสองคน อยู่ในห้องรวมหรือห้องชาวนา ชุดพื้นเมืองของสตรีอัลซาสเป็นสิ่งบ่งชี้สถานภาพ และ สถานะทางสังคม ริบบิ้นอันใหญ่สีดำเป็นเอกลักษณ์ของสตรีแคว้นนี้ ในภาพเป็นริบบิ้นสีดำ สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว หากเป็นเด็กสาวจะเป็นริบบิ้นสีแดง ผ้ากันเปื้อนสีขาว กระโปรงสีดำ บ่งบอกว่าเธอเป็นคาทอลิก ภาพด้านล่าง แสดงถึงอิทธิพลของเครื่องแต่งกายของสตรีฝรั่งเศสในแคว้นอัลซาส ริบบิ้นขนาดใหญ่จะถูกแทนด้วยผ้าประดับศรีษะสีขาว และเครื่องแต่งกายมีสีสันมากขึ้น ส่วนบุรุษนิยมสวมหมวกทรงนโปเลียน

ห้องปรุงยา (Alchimie) เป็นหลักฐานซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวอัลซาส มีความเจริญทางด้านเคมีมาแต่ครั้งโบราณ เพราะตามเคหาสถาน มักจะมีห้องปรุงยาไว้เก็บสมุนไพร แร่ธาตุต่างๆ ซึ่งถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ ห้องปรุงยานี้ มีรากฐานมาจากการเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งศาสนาคริสต์ได้ประณามเมื่อครั้งยุคกลาง

สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ ความเชื่อท้องถิ่น ศิลปะวัตถุบางชิ้นแสดงให้เห็นถึงความเชื่อท้องถิ่น ที่มีมาตั้งแต่ก่อนการเข้ามาของคริสตศาสนาในทวีปยุโรป

(JPG) (JPG) ตุ๊กตาคนป่วยแปะฝาบ้าน ทำด้วยเหล็กสีดำขลับ มีลักษณะจำลองร่างการมนุษย์ คือมีศีรษะ ลำตัว แขน ขา อยู่ในอากัปกิริยาต่างๆกัน และที่สำคัญก็คือ จะมีรูอยู่ตามอวัยวะต่างๆกัน เช่น แขน ช่องท้อง เท้า เป็นต้น ตุ๊กตาดังกล่าวจะทำขึ้น เมื่อมีคนในบ้านเจ็บป่วย และ จะเจาะรูตุ๊กตาตามอวัยวะที่ผู้ป่วยเจ็บปวด เพื่อทุเลาความเจ็บปวดของคนป่วยให้หมดไป ความเชื่ออันน ี้มิได้เป็นความเชื่อทางคริสต์ศาสนา แต่เป็นความเชื่อของชาวเซลติก ซึ่งถูกเรียกในภายหลังว่าเป็นความเชื่อนอกรีต (Paën) แต่ก็ยังเป็นที่นิยมทำขึ้นอยู่ในบ้านของชาวอัลซาส ก่อนยุคที่การแพทย์เจริญขึ้น จนเป็นความเชื่อที่ถือปฏิบัติแม้ว่าจะมีคริสต์ศาสนาเข้ามาก็ตาม ลวดลายบนเก้าอี้ไม้ นิยมทำพนักเป็นรูปงู ซึ่งเป็นลวดลายตามแบบศิลปะเซลติก อันไม่เป็นที่นิยม ในวัฒนธรรมทางคริสต์ศาสนา เพราะงูเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย เป็นสัตว์ที่ล่อลวงมนุษย์ให้กระทำบาป แต่ชาวอัลซาส ก็ยังคงรักษารูปแบบลวดลายพนักเก้าอี้เป็นลายงูอย่างแพร่หลาย จากภาพเป็นห้องเครื่องไม้เครื่องมือ จะเห็นว่าแม้แต่กบไสไม้ยังมีการประดับด้วยรูปหัวคน

หน้ากากที่ปากประตูโรงสี ศตวรรษที่ 18 ทำด้วยไม้แกะสลัก ถูกแขวนไว้ที่ประตูตรงปากท่อที่เอาไว้รองรับแป้ง หน้ากากนี้ทำเป็นรูปหน้าอันน่าเกลียด เพื่อขับไล่สิ่งชั่วร้าย ไม่ให้มาทำให้แป้ง หรือเมล็ดพืชต่างๆเน่าเสียหาย โดยส่วนใหญ่รูปหน้ากากจะเป็นรูปสัตว์ประหลาดจากตำนาน ดังที่เห็นในภาพเป็นรูปของปิศาจมีเขา

หิ้งพระของชาวอัลซาสเป็นสิ่งที่สะท้อนความเชื่อทางคริสต์ศาสนาอย่างเต็มที่ ดังเช่นวัฒนธรรมยุโรปอื่นๆ แต่ที่พิเศษก็คือ มีการแขวนเฉพาะ พระบาทของพระเยซูเจ้า ซึ่งถูกตอกตะปูตรึงไว้กับฝาผนัง และการแขวนเฉพาะพระหัตถ์พระเยซูเจ้า ในห้องพระของชาวอัลซาส

หนึ่งศตวรรษแล้วที่พิพิธภัณฑ์อัลซาสอยู่คู่เมืองสตราสบูร์ก นครที่ได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก้ว่าเป็นมรดกโลก ทุกครั้งที่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ จะรู้สึกเหมือนกับว่า เวลาปัจจุบันได้ถูกหยุดให้อยู่นิ่ง แล้วเราก็จะย้อนเข้าสู่ห้วงอดีตที่เป็นปัจจุบัน เพราะวัตถุต่างๆ ยังคงตระหง่านอยู่จริงๆ เป็นความทรงจำที่ผู้เข้าชมทุกคนสัมผัสได้นั่นเอง

ชญา ภัทราชัย

นทร. กระทรวงการต่างประเทศ